“เท้ง” ชง 3 มาตรการสกัดยาเสพติด ตั้งแต่ต้นน้ำ-ชายแดน-ชุมชน จี้อุดช่องโหว่ขนส่ง–ตัดเส้นเงิน พร้อมเพิ่มอุปกรณ์และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ ขณะที่ ป.ป.ส. เผยยอดจับยาบ้าพุ่ง เหตุทั้งสกัดได้มากขึ้นและออเดอร์เพิ่ม ชี้อิทธิพล ‘เล่าต๋า’ ยังไม่พบความผิดปกติ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา พร้อมหารือหน่วยงานความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมาตรการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด หลังพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่อิทธิพลเดิมของ “เล่าต๋า” ราชายาเสพติดรายใหญ่ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการดูสถานการณ์จริงและรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่ เพราะขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนวิธีการและเส้นทางอยู่ตลอดเวลา โดยบางข้อมูลไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอให้ปรับแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดเป็น 3 ช่วงสำคัญ 1. ต้นน้ำ คือแหล่งผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นทาง 2. กลางน้ำ คือพื้นที่ชายแดน จุดขนถ่าย การลำเลียง และเส้นทางการเงิน ซึ่งนายณัฐพงษ์มองว่าเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ไทยสามารถเข้าไปสกัดกั้นได้ และ 3. ปลายน้ำ คือพื้นที่ชุมชน โดยต้องเดินหน้าบำบัดฟื้นฟูผู้เสพและป้องกันไม่ให้ยาเสพติดกลับเข้าสู่ชุมชนอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่ามาตรการรณรงค์ เช่น ชุมชนสีขาวหรือโรงเรียนสีขาว อาจยังไม่เพียงพอหากไม่สามารถตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้นทางและชายแดน
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าเครือข่ายยาเสพติดใช้ “กองทัพมด” ลำเลียงยาเข้าประเทศ โดยบางกลุ่มเป็นผู้ที่มีความชำนาญภูมิประเทศ สามารถเดินป่าในเวลากลางคืนและใช้ช่องทางธรรมชาติหลบเลี่ยงการตรวจจับ จึงมีข้อเสนอให้พิจารณากฎหมายที่เปิดทางให้เจ้าหน้าที่มี เขตควบคุมพิเศษตามแนวชายแดน และสามารถจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เฉพาะได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปราม ติดตาม และจับกุมผู้ต้องสงสัย พร้อมย้ำว่า การออกกฎหมายดังกล่าวต้องรักษาสมดุลระหว่างอำนาจของรัฐกับสิทธิของประชาชนโดยต้องกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจให้ชัดเจน
อีกประเด็นที่นายณัฐพงษ์ให้ความสำคัญ คือ การใช้บริษัทขนส่งเป็นช่องทางลำเลียงยาเสพติด โดยเฉพาะระบบแฟรนไชส์ ซึ่งบางกรณีบริษัทแม่อาจไม่รู้เห็น แต่ขาดระบบกำกับดูแลสาขาหรือแฟรนไชส์อย่างเพียงพอ จึงเสนอแนวคิดให้แก้กฎหมายในลักษณะเดียวกับมาตรการจัดการ “บัญชีม้า” โดยกำหนดให้บริษัทแม่มีส่วนร่วมรับผิดชอบ หากพบว่าแฟรนไชส์ในเครือเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทแม่ต้องยกระดับระบบตรวจสอบและกำกับดูแลเครือข่ายของตัวเอง พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการติดตามเส้นทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติด แม้ปัจจุบันจะมีมาตรการจัดการบัญชีม้าและระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติแล้วก็ตาม โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์พัฒนาระบบร่วมกับหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดให้สามารถติดตามธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหากสามารถตัดเส้นเงินและทำลายช่องทางการสั่งซื้อได้ ก็จะช่วยลด “ออเดอร์” จากปลายทางและกระทบต่อขบวนการตั้งแต่ต้น
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ชายแดนต้องทำงานหนัก บางครั้งต้องเฝ้าพื้นที่ในป่านานกว่า 10 วัน เพื่อรอความเคลื่อนไหวของขบวนการค้ายาเสพติด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ตรวจจับ จึงเสนอให้สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องเอกซเรย์แบบมือถือและเครื่องเอกซเรย์ประจำจุด รวมถึงยกระดับสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลพื้นที่ชายแดน
ด้าน พ.ต.ท.นริช สอนดิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 กล่าวว่า ปริมาณการจับกุมยาเสพติดที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจาก 2 ปัจจัย คือ เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการใช้กฎหมายและมาตรการพื้นที่สกัดกั้น ขณะเดียวกันฝั่งผู้ผลิตในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีศักยภาพในการผลิตสูง โดย ป.ป.ส.กำลังปรับแผนและกลยุทธ์เพื่อทำให้อุปทานยาเสพติดลดลง และมีเป้าหมายให้ยาเสพติดขาดตลาด เพื่อให้ผู้เสพเข้าถึงยาได้ยากขึ้น ส่วนการที่ขบวนการค้ายาปรับเส้นทางจากภาคเหนือไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าหน้าที่ ระบุว่า เป็นพฤติกรรมปกติของขบวนการ ซึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางตามสถานการณ์ หากเส้นทางหนึ่งถูกสกัดกั้นอย่างเข้มข้น ก็จะพยายามหาเส้นทางใหม่
สำหรับข้อกังวลเรื่องอิทธิพลของ “เล่าต๋า” หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ และอาจกลับมามีอิทธิพลในพื้นที่แม่อายหรือไม่ พ.ต.ท.นริชระบุว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงลงพื้นที่และติดตามด้านการข่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ ขณะนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ ดังนั้น สถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่จึงยังอยู่ภายใต้การติดตามของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนเส้นทางและรูปแบบการลำเลียงของขบวนการ ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา
ที่มา: INN