สกลธี” เดินหน้าขุด”พ่อทิพย์–แม่ทิพย์” จี้ รพ.ต้องสงสัยส่งข้อมูล ขู่ใช้อำนาจเรียก หากยังไม่ร่วมมือ ขณะ ปชป. เตรียมชำแหละรัฐบาล เล็ง “ฮั้ว สว.-TH-AI Passport-กัญชา-สาธารณสุข” ห่วงเด็กไทยเสี่ยงซึมเศร้า 1 ใน 3 ชี้ไทยยังขาดจิตแพทย์เด็ก ด้าน “เกรซ” กาญจน์เกล้า ดาราสาว พร้อมร่วมถ่ายทอดความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ โภชนาการ
นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธาน กมธ.การสาธารณสุข เดินหน้าตรวจสอบปม “พ่อทิพย์–แม่ทิพย์” หลังพบข้อสงสัยการสวมรอยรับรองบุตรผ่านโรงพยาบาล จี้หน่วยงานเร่งส่งรายชื่อโรงพยาบาล และข้อมูลผู้เกี่ยวข้องให้ กมธ. เตรียมเรียกสอบ พร้อมขู่หากยังไม่ให้ความร่วมมือ อาจใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก ขณะที่ปม “หมอพร้อมทิพย์” มีผู้ร้อง 200-300 ราย ชี้คำอธิบายแค่ “คีย์ข้อมูลผิด” ยังไม่เพียงพอ
นายสกลธี กล่าวว่า ขณะนี้ข้อจำกัดสำคัญของ กมธ. คือ ยังรอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล แต่ กมธ.ต้องการให้ส่งรายชื่อโรงพยาบาลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย มาเพื่อเรียกชี้แจง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีข้อมูลบุคคลที่มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับกรณี “พ่อทิพย์” มากกว่า 500 ราย ซึ่ง กมธ.ยังอยู่ระหว่างรอเอกสารเพื่อเดินหน้าตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า เป้าหมายไม่ได้ต้องการเพียงจับ ปรับ หรือดำเนินคดีกับบุคคลบางรายแล้วจบ แต่ต้องการสาวให้ถึงโครงสร้างของขบวนการ เพราะเชื่อว่าการกระทำลักษณะนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยบุคคลเพียงคนเดียว
ทั้งนี้ หากได้รับข้อมูลครบถ้วน กมธ.เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และอาจส่งต่อข้อมูลให้ กมธ.ชุดอื่นที่มีอำนาจตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น กมธ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และขยายผลไปถึงเครือข่ายทุนสีเทา ส่วนกรณีหน่วยงานยังไม่ส่งข้อมูลให้ กมธ. นายสกลธี ระบุว่า รัฐสภามี พ.ร.บ.อำนาจเรียกอยู่แล้ว แต่ยังไม่อยากใช้มาตรการดังกล่าว เพราะต้องการให้หน่วยงานให้ความร่วมมือโดยสมัครใจ และหากขอข้อมูลตามปกติไม่ได้ ก็อาจจำเป็นต้องใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงซ้ำเป็นระยะจนกว่าจะได้ข้อเท็จจริง
นายสกลธี เปิดเผยด้วยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เดิมเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบโรงพยาบาลเอกชนเกี่ยวข้องประมาณ 8 แห่ง แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20 แห่งแล้ว และในสัปดาห์หน้าจะมีประเด็นเกี่ยวกับ “แอปหมอพร้อมทิพย์” เข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติม สำหรับกรณีข้อมูลในแอปพลิเคชัน”หมอพร้อม”
ที่กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่าเป็นเพียงการคีย์ข้อมูลผิด นายสกลธี กล่าวว่า คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่เพียงพอ เพราะมีประชาชนเข้าร้องเรียนประมาณ 200-300 ราย จึงต้องตรวจสอบว่าปัญหาเกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลจริง หรือมีพฤติการณ์อื่นที่เข้าข่ายทุจริตหรือไม่ โดย กมธ.เตรียมเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงอีกครั้ง โดยเรื่องนี้กระทบกับความเชื่อมั่น ซึ่งผู้ที่จะมาชี้แจงไม่จำเป็นต้องเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขด้วยตัวเอง แต่ต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้และสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน
นายสกลธี ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากระบบมีปัญหาจริงจนหลายแห่งดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็ควรมีการ “สังคายนา” ระบบและปรับปรุงหลักเกณฑ์ ไม่ใช่รีบสรุปว่าเป็นเพียงการคีย์ข้อมูลผิดแล้วจบเรื่อง และอีกประเด็นที่ กมธ.เตรียมตรวจสอบคือการลักลอบนำกัญชาออกนอกประเทศ โดยนายสกลธี ระบุว่า เตรียมทำหนังสือถึงกรมศุลกากรเพื่อขอข้อมูลจำนวนคดีและปริมาณกัญชาที่ตรวจพบ เบื้องต้นพบว่า ผู้เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ แต่เชื่อว่าการดำเนินการในประเทศไทยอาจไม่สามารถทำได้โดยลำพัง จึงต้องตรวจสอบว่ามีคนไทยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงติดตามเส้นทางการเงินเพื่อขยายผล
ขณะเดียวกัน กมธ.การสาธารณสุขได้ตั้งอนุ กมธ.ด้านกฎหมายควบคุมกัญชา โดยนำเรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นแรกที่พิจารณา พร้อมทบทวนกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล คาดว่าจะจัดทำร่างของ กมธ.ได้ภายในประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนนำไปประกบกับร่างของรัฐบาล และแนวทางของ กมธ. คือทำให้กัญชากลับไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์อย่างแท้จริง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการครอบครองและควบคุมการเข้าถึง โดยรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย เหตุผลสำคัญ คือ แม้มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว แต่ยังพบปัญหาการเข้าถึงกัญชาในกลุ่มเยาวชน จึงจำเป็นต้องออกแบบระบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดภาพประเทศไทยในฐานะ “ฮับส่งออกกัญชา” หากไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการแพทย์
นอกจากนี้ นายสกลธี เปิดเผยอีกว่า วันที่ 25 สิงหาคมนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมพรรคครั้งสำคัญ ก่อนเปิดประชุมสภาฯ โดยคาดว่าจะหารือทั้งเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประเด็นสำคัญที่จะเข้าสู่สภาฯ ในสมัยประชุมใหม่ สำหรับแนวทางการซักฟอก
นายสกลธี ระบุว่า ขณะนี้แต่ละแกนนำของพรรคกำลังแบ่งกันรับผิดชอบประเด็นต่าง ๆ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตรียมประเด็นเกี่ยวกับ ฮั้ว สว. นางการดี เลียวไพโรจน์ รับผิดชอบประเด็น TH-AI Passport ส่วนตนเอง เตรียมตรวจสอบการบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่อง กัญชา–พ่อทิพย์–หมอพร้อมทิพย์ รวมถึงปัญหาที่สะสมอยู่ใน สปสช.
นายสกลธี กล่าวว่า หลายประเด็นมีทั้งเหตุผลและข้อมูลที่สามารถนำมาให้ประชาชนเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของการบริหารราชการได้ ส่วนเสียงฝ่ายค้านที่อาจไม่เพียงพอต่อการล้มรัฐบาลในการลงมติไม่ไว้วางใจ นายสกลธี ยอมรับว่า ฝ่ายค้านคงล้มรัฐบาลผ่านการซักฟอกได้ยาก แต่การอภิปรายยังเป็นเวทีสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะท้ายที่สุด แม้รัฐบาลอาจ “ชนะการโหวตในสภา แต่แพ้ในสายตาประชาชน” ได้ หากข้อมูลและข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านมีน้ำหนักเพียงพอ และประชาชนเชื่อถือการตรวจสอบของฝ่ายค้านมากกว่า
นอกจากนี้ นายสกลธี เป็นประธานเปิดสัมมนา “การพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านสุขภาวะและคุณภาพชีวิต: Youth Voices for Well Being Camp” ณ อาคารรัฐสภา เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาวะและคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมีส่วนร่วมออกแบบนโยบายด้านสาธารณสุขที่ตอบโจทย์ปัญหาของคนรุ่นใหม่
นายสกลธี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของกิจกรรมมาจากกลุ่มเยาวชน “แต้มต่อ” ที่เข้ายื่นหนังสือและสะท้อนความกังวลเรื่องสุขภาพจิตของเยาวชน เนื่องจากปัจจุบันเด็กไม่ได้เผชิญปัญหาเฉพาะด้านสุขภาพกาย แต่ยังมีปัจจัยด้านสุขภาพจิตที่ต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ทั้งปัญหาครอบครัว ความกดดันจากการเรียน สังคม และการใช้โซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องระบุว่า เยาวชนอายุ 18-24 ปี ประมาณ 1 ใน 3 มีภาวะซึมเศร้า
ประธาน กมธ.สาธารณสุข ยังกล่าวถึงข้อจำกัดด้านบุคลากร โดยเฉพาะจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ซึ่งมีประมาณ 300 คน และยังมีปัญหาการกระจายตัว โดยจำนวนมากอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้เยาวชนในต่างจังหวัดอาจเข้าถึงบริการได้ยาก จึงจำเป็นต้องสร้างระบบดูแลตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงระบบสาธารณสุข และทำให้การเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือถูกตีตรา
นอกจากนี้ นายสกลธี ยังกล่าว อีกว่า ค่าย “Youth Voices for Well Being Camp“จัดขึ้นทั้งหมด 4 วัน คือวันที่ 22, 23, 29 และ 30 สิงหาคม โดยมีกิจกรรมเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต โภชนาการ การจัดการความเครียด และการรู้เท่าทันภัยบนโลกออนไลน์ รวมถึงการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เยาวชนมีความรู้และภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตยุคใหม่
สำหรับวันที่ 30 จะเปิดโอกาสให้เยาวชนแบ่งกลุ่มร่วมกันออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบาย ก่อนนำความคิดเห็นไปส่งต่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและผลักดันต่อในระดับนโยบาย
นายสกลธี ย้ำว่า คนออกนโยบายไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ออก ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายต้องรับฟังเสียงจากเยาวชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ตั้งแต่การสะท้อนปัญหาไปจนถึงการเสนอทางออก เพื่อให้นโยบายสาธารณสุขสามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากที่สุด
ด้าน นางสาวกาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า หรือ “เกรซ” ดารา นักแสดง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากร กล่าวว่า เด็กและเยาวชนยุคปัจจุบันต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งการเรียน อาหาร สภาพแวดล้อม และการใช้โทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นความเครียดสะสม โดยในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ จะถ่ายทอดความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ โภชนาการ ความเครียด ความกดดัน และปัจจัยด้านร่างกายที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะการดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพโดยรวม
นางสาวกาญจน์เกล้า ยังเสนอว่า การดูแลสุขภาวะของเยาวชนควรทำควบคู่กันหลายด้าน ทั้งการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การลดเวลาการใช้โซเชียลมีเดีย การฝึกสติ การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เพราะไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
นายสกลธี กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับเยาวชนต้องมองให้ครบทุกมิติ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ครอบครัว สภาพแวดล้อม และความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของนโยบายสาธารณสุข เพื่อให้เสียงของเยาวชนถูกนำไปต่อยอดและเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ที่มา: INN