เอลนีโญเสี่ยงกระทบผลผลิตกาแฟโคลอมเบีย มากกว่าแผ่นดินไหวรุนแรง

เอลนีโญเสี่ยงกระทบผลผลิตกาแฟโคลอมเบีย มากกว่าแผ่นดินไหวรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่า ภาคการผลิตกาแฟของโคลอมเบียสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบโดยตรงจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 7.4 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ส.ค. และสร้างความเสียหายอย่างหนักในหลายพื้นที่เพาะปลูกทางตะวันตกของประเทศ โดยผู้นำสหพันธ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งชาติโคลอมเบียระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวกลับเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อผลผลิตกาแฟมากกว่า

นายแฮร์มัน บาฮามอน ประธานสหพันธ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งชาติโคลอมเบีย กล่าวว่า เหตุแผ่นดินไหวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตกาแฟโดยตรง แม้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เพาะปลูก แต่สภาพอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงเอลนีโญมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อผลผลิตมากกว่า

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากลมสินค้าอ่อนกำลังลง และสามารถทำให้รูปแบบอุณหภูมิและปริมาณฝนในหลายพื้นที่ทั่วโลกเปลี่ยนแปลง โดยหน่วยงานพยากรณ์อากาศหลายแห่งประเมินว่า เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรง และอาจพัฒนาเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงมากในช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

El Nino, not quake, to hit Colombian coffee harvest, sector leader says https://t.co/65ZtiUOH26

มีการคาดการณ์ว่า ผลผลิตกาแฟของโคลอมเบียในปีนี้จะลดลงประมาณ 8% เหลือ 12.5 ล้านกระสอบ โดยแต่ละกระสอบมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม จาก 13.7 ล้านกระสอบในปี 2568 สาเหตุสำคัญมาจากฝนตกหนักในช่วงต้นปี และผลกระทบจากการเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและรบกวนรูปแบบการตกของฝน

ขณะเดียวกัน เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในหลายจังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกาแฟคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตทั้งประเทศ

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ครอบครัวเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟประมาณ 10,500 ครอบครัวอยู่ในพื้นที่ประสบภัย และประมาณ 8,000 ครอบครัวรายงานว่า บ้านพักหรือสถานที่แปรรูปกาแฟได้รับความเสียหายบางส่วนหรือทั้งหมด

สหพันธ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งชาติโคลอมเบียเตรียมร่วมกับรัฐบาลดำเนินโครงการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย โดยหนึ่งในมาตรการคือการรับซื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เก็บเกี่ยวได้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่การผลิต

สำหรับการส่งออกกาแฟผ่านเมืองบูเอนาเบนตูรา ซึ่งเป็นท่าเรือหลักและรองรับการส่งออกกาแฟของโคลอมเบียประมาณ 60% กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยและปิดถนนบางเส้นทางเป็นการชั่วคราวภายหลังเกิดแผ่นดินไหว โดยบาฮามอนยืนยันว่า ขณะนี้ ยังไม่มีปัญหาต่อการส่งออก และการขนส่งสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ

โคลอมเบียเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกกาแฟอาราบิกาแบบผ่านกระบวนการล้างรายใหญ่ที่สุด โดยอุตสาหกรรมกาแฟมีพื้นที่เพาะปลูกรวมประมาณ 840,000 เฮกตาร์ และมีครอบครัวประมาณ 540,000 ครอบครัว พึ่งพารายได้จากภาคส่วนนี้

นอกจากความเสี่ยงจากสภาพอากาศแล้ว ภาคกาแฟโคลอมเบียยังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินเปโซที่แข็งค่าขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ในระดับแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2561 ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรลดลงเมื่อคิดเป็นเงินเปโซ บาฮามอนประเมินว่า เกษตรกรสูญเสียรายได้ประมาณ 700,000 เปโซ (ราว 7,437 บาท) ต่อกาแฟทุก 125 กิโลกรัม เนื่องจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคกาแฟของโคลอมเบียต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติ ต้นทุนและรายได้ของเกษตรกร รวมถึงความไม่แน่นอนจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อปริมาณผลผลิต และราคากาแฟของประเทศในระยะต่อไป.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ที่มา: เดลินิวส์