แก้น้ำท่วมยั่งยืนเลิกเทงบซ้ำซาก

แก้น้ำท่วมยั่งยืนเลิกเทงบซ้ำซาก

แม้จะมีการระดมสรรพกำลัง และการลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์อย่างเร่งด่วนของผู้นำรัฐบาล ภายใต้การนำของ “ อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง อาทิ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย ลงไปบัญชาการแก้ปัญหาในพื้นที่

สำหรับมาตรการเยียวยา และงบประมาณมหาศาลที่ภาครัฐใช้ไปในแต่ละปี เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นเท่านั้น

แต่วิกฤติน้ำท่วม และภัยพิบัติยังคงเกิดขึ้น สร้างความเสียหายมหาศาลทุกปี เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งการขยายตัวของชุมชนที่รุกล้ำทางน้ำ สภาพภูมิประเทศบนพื้นที่สูง ปริมาณฝนสะสมที่เกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำและสถานที่กักเก็บเดิม รวมถึงการที่รัฐยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ทำให้ที่ผ่านมา รัฐบาลมักติดกับดักการทำงานแบบตั้งรับ และเยียวยาซ้ำซาก เปรียบเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะต้องใช้งบกลางเยียวยาผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 9,000 บาท หรือรวมแล้ว 3-4 หมื่นล้านบาท ควบคู่ไปกับงบจัดการน้ำปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท

แม้งบเหล่านี้จะช่วยเยียวยาได้ในทันที แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถาวร รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางอย่างจริงจัง เพื่อตัดวงจรปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากให้หมดไปอย่างยั่งยืน

“ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้เสนอแนวทางปรับโครงสร้างสำคัญ คือ การผลักดันกฎหมายเฉพาะที่มีลักษณะคล้ายกฎอัยการศึก เพื่อให้มีเจ้าภาพหลักและผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการประเมิน และเข้าพื้นที่แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย และการจัดตั้งแนวทางการเยียวยาภัยพิบัติด้วยระบบประกันภัย เป็นแนวคิดการออกกฎหมายทำประกันให้กับประชาชนเพื่อรองรับความเสี่ยง

โดยอ้างอิงจากวงเงินที่รัฐบาลต้องใช้เยียวยาในแต่ละปีซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ขณะที่วงเงินประกันอาจจะน้อยกว่าตัวเลขเยียวยา รวมถึงแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนมีความชัดเจนว่าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องกังวลกับขั้นตอนการติดตามตรวจสอบ และใช้เวลานานเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากจะมีระบบประกันและผู้เข้ามาดูแลจัดการในทันที

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาระยะยาวจะต้องเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นระบายน้ำอย่างเดียว มาเป็นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ 22 ลุ่มน้ำ ด้วยการสร้างประตูกักเก็บน้ำ พัฒนาพื้นที่รับน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง และจัดทำแก้มลิง เพื่อเก็บกักน้ำส่วนเกินไว้ใช้ในยามแล้งและลดความรุนแรงของน้ำท่วม

สอดคล้องกับมุมมองของ “เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ชี้ว่าสภาพภูมิอากาศ และชั้นดินได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ฝนเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดภัยพิบัติได้

“ระบบเตือนภัยจากส่วนกลางจึงควรทำงานร่วมกับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด โดยสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งวอร์รูมคู่ขนานเพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นมีเครื่องมือและองค์ความรู้ที่พร้อมรับมือ” เสรี กล่าว

หากรัฐบาลสามารถบูรณาการแผนงานเหล่านี้ ทั้งการปรับกฎหมายภัยพิบัติ การทำประกันภัยภาคประชาชน การเพิ่มความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น และการสร้างระบบกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบประเทศไทยก็มีแนวโน้มจะหลุดพ้นจากวังวนการแก้ปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งแบบซ้ำซากได้อย่างยั่งยืน.

ที่มา: เดลินิวส์