“พระอัจฉริยภาพวิทยาศาสตร์” งานมหกรรมวิทย์ฯ69

“พระอัจฉริยภาพวิทยาศาสตร์” งานมหกรรมวิทย์ฯ69

ทุกวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย ผู้ทรงคำนวณคาดการณ์การเกิดสุริยุปราคาที่บ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่นยำ

ปีนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จัดงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 15-23 สิงหาคม ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่น่าสนใจ “โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติ” ที่ร้อยเรียงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ภายใต้แนวคิด “เส้นทางแห่งปัญญา” แบ่งเป็นโซนย่อยดังนี้

The Intelligent Science: จุดเริ่มต้นแห่งปัญญา

บอกเล่าพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากการคำนวณสุริยุปราคาแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ไฟฟ้า จนเกิดการนำ “สายล่อฟ้า” มาใช้ในสยามเป็นครั้งแรก ณ พระนครคีรี

ในอดีต ฟ้าผ่าเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน วัดวาอาราม และพระราชวัง ซึ่งส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้ ไฟจากฟ้าผ่าสามารถลุกลามเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ผู้คนในยุคนั้นจึงหวาดกลัวและมองว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยากจะป้องกัน แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองปรากฏการณ์นี้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทรงเข้าใจธรรมชาติของไฟฟ้า และทรงเห็นว่าความรู้ดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อลดความเสียหายของสิ่งก่อสร้างได้

เมื่อทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพระราชวังบนยอดเขา พระองค์ทรงตระหนักว่าเสาธงและสิ่งก่อสร้างในพื้นที่สูงมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า จึงทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาวิธีป้องกันอัสนีบาต ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีพระราชดำริให้ทำสายเหล็กหรือแถบทองเหลืองติดกับเสาลงมา เพื่อ “ชักสายฟ้า” ลงสู่พื้น และรับสั่งให้หลวงวิสุทธโยธามาตย์ไปคิดค้นทำไว้หลายแห่ง เพื่อจะได้เรียนรู้ฤทธิ์และธรรมชาติของไฟฟ้าไว้ป้องกันสิ่งของสำคัญและตึกดินต่อไป

พระราชหัตถเลขาฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ทรงเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ ในยุคใกล้เคียงกับที่เบนจามิน แฟรงคลิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน พิสูจน์ว่าฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ทางไฟฟ้า และพัฒนา “สายล่อฟ้าแฟรงคลิน” ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยหลักการทำงานคือติดตั้งแท่งโลหะไว้บนจุดสูงสุดของสิ่งก่อสร้าง แล้วเชื่อมต่อกับตัวนำโลหะลงสู่พื้นดิน เพื่อระบายกระแสไฟฟ้าอย่างปลอดภัยเมื่อเกิดฟ้าผ่า พระนครคีรีจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของโลกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการก่อสร้างและพัฒนาบ้านเมืองของสยาม ภายในโซนนี้มีการจำลองสายล่อฟ้าในอดีตมาจัดแสดงให้ชมด้วย

The Intelligent Earth: ผืนดินแห่งความยั่งยืน

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพลิกฟื้นผืนดินไทยอย่างยั่งยืน ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยอุตสาหะในการพัฒนาทรัพยากรดิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จากพระราชกรณียกิจดังกล่าว สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ หรือ International Union of Soil Sciences (IUSS) จึงทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) แด่พระองค์เป็นพระองค์แรกของโลก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติคุณด้านการจัดการดินให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน ต่อมาองค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations (UN) ยังได้กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) เพื่อถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณด้านการจัดการดินของพระองค์เช่นกัน

โซนนี้จัดแสดงอุปกรณ์ทรงงานจำลอง พร้อมตัวอย่างดินจริงจาก 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีการแสดง “ละครหุ่นมือ” เชิงสาธิตวิทยาศาสตร์ในธีม “ดินมีอาการได้ และดินฟื้นได้” ผ่านคลินิกหมอดิน โดยให้ตัวละครชาวบ้านเป็นตัวแทนของดินชนิดต่าง ๆ เข้ามาตรวจอาการ เช่น ดินเปรี้ยวจัด ดินทรายจัด ดินดาน และดินที่หน้าดินถูกชะล้าง ให้หมอดินตรวจวิเคราะห์และแนะนำวิธีฟื้นฟูที่เหมาะสม พร้อมเชื่อมโยงกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แต่ละแห่ง จัดแสดงวันละ 8 รอบ ตั้งแต่เวลา 10.30 น. ไปจนถึงรอบสุดท้ายเวลา 17.30 น.

การบริหารจัดการน้ำจากฟ้านวัตกรรมฝนหลวง

ฝนเป็นหัวใจของชีวิตคนไทยมาแต่โบราณ เพราะน้ำจากฟ้าคือสิ่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเกษตรกรรม เมื่อใดที่ฝนทิ้งช่วง มนุษย์จึงพยายามสื่อสารกับฟ้าผ่านพิธีกรรมขอฝน เช่น การแห่นางแมว และบุญบั้งไฟ ซึ่งสะท้อนความผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามที่จะทำความเข้าใจฟ้า ฝน และฤดูกาลมาช้านาน

จากความเชื่อสู่ความรู้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพัฒนาศาสตร์ฝนหลวงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็น “ตำราฝนหลวงพระราชทาน” ที่อธิบายขั้นตอนสำคัญไว้อย่างเป็นระบบ คือ ก่อกวน-เลี้ยงให้อ้วน-โจมตี ทรงเปลี่ยนความเชื่อเรื่องฝนแต่โบราณให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยเหลือประชาชนได้จริง

สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง บางปีฝนอาจไม่ตกต้องตามฤดูกาล การทำฝนหลวงจึงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้วิจัยและพัฒนา “สารฝนหลวงทางเลือก” และนวัตกรรมทางเลือกใหม่ ๆ ทั้งด้านสารฝนหลวง อากาศยาน ระบบโปรยสาร และข้อมูลสภาพอากาศให้ทำงานร่วมกัน เพื่อลดข้อจำกัด เพิ่มโอกาสในการทำฝน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้การช่วยเหลือประชาชนแม่นยำ ปลอดภัย และสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภายในโซนนี้มีเกมให้เด็ก ๆ ทดลองผสมสารเคมีทำฝนผ่านการ์ตูนแอนิเมชันสุดสนุก เพลิดเพลินและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

The Intelligent Ocean :จากความห่วงใยสู่การอนุรักษ์ท้องทะเล

ถ่ายทอดพระปณิธานของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงห่วงใยความเสื่อมโทรมของแนวปะการังจากการท่องเที่ยวและการทอดสมอเรือ จนเกิดโครงการ “อุทยานใต้ทะเลจุฬาภรณ์ 36” ภายใต้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมดูแลท้องทะเล ในโซนนี้ผู้ชมงานสามารถฝึกผูกเงื่อนเชือกแบบชาวเรือ และรับของที่ระลึกเป็นพวงกุญแจจากอุปกรณ์ประมงรีไซเคิล

สีสันแห่งพรรณไม้ ภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติ

เล่าเรื่องพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟูภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยนำพืชท้องถิ่น เช่น คราม ครั่ง แก่นขนุน มะเกลือ และเพกา มาสกัดเป็นสีย้อมเส้นไหมและผืนผ้า สะท้อนภูมิปัญญาที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ชมงานยังสามารถร่วมเวิร์กชอปทำกระเป๋าผ้าพิมพ์ลายใบไม้จากป่าได้ในโซนนี้เก็บไปเป็นที่ระลึก

โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติปีนี้ จึงไม่ใช่แค่การรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการเชื่อมโยงพระอัจฉริยภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเข้ากับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่จับต้องได้ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยที่มาเยือนงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถึงวันที่ 23 สิงหาคมนี้

ที่มา: เดลินิวส์