ความขัดแย้งเรื่องกลิ่นเหม็นและฝูงแมลงวันจากฟาร์มหมู มักเป็นชนวนร้าวฉานระหว่างชาวบ้านกับผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ แต่ที่ตำบลท่ามะนาว อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ชาวบ้านกับท้องถิ่นจับมือกันเปลี่ยนกองมูลสัตว์ให้กลายเป็นพลังงานสะอาด สร้างรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และกลายเป็นต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำระดับประเทศ
‘ทนงศักดิ์ วงษ์ลา’ พลังงานจังหวัดลพบุรี กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานเข้ามาช่วยวางแผนพลังงานชุมชนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและดันเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน เนื่องจากลพบุรีมีแดดแรงจัด ค่าความเข้มแสงสูงถึง 18 เมกะจูลต่อตารางเมตร ปัจจุบันมีโซล่าฟาร์มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์รวม 250 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่า 62.5% ของปริมาณไฟฟ้าที่คนทั้งจังหวัดใช้รวมกันราว 400 เมกะวัตต์ การดึงพลังงานแดดและของเสียมาหมุนเวียนใช้ในท้องถิ่นจึงทำได้ทันทีและเห็นผลจริง
ท่อส่งก๊าซสยบกลิ่น
ด้าน ‘วสันต์ ดรชัย’ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะนาว กล่าวถึงภาพรวมในพื้นที่ว่า ตำบลท่ามะนาวมีฟาร์มหมูระบบปิดรวม 18 แห่ง ทาง อบต. จึงดึงทุกฝ่ายมาร่วมกันดักเก็บก๊าซชีวภาพจากมูลหมู แล้ววางระบบท่อส่งยาวรวม 23 กิโลเมตร จ่ายแก๊สตรงถึงครัวเรือนใน 8 หมู่บ้าน รวม 480 ครอบครัว คิดเป็น 53.33% ของบ้านทั้งหมดในตำบล
วิธีดังกล่าวช่วยดับกลิ่นเหม็นเน่าในคอกหมูลงได้ 80-90% บ่อหมักทั้ง 11 บ่อผลิตแก๊สได้วันละ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ชาวบ้านใช้หุงต้มจริงเพียงวันละ 1 ลูกบาศก์เมตรต่อครัวเรือน แก๊สที่เหลือจึงนำไปปั่นไฟฟ้าและสูบน้ำใช้ในฟาร์มต่อ โดย อบต. เก็บค่าแก๊สหุงต้มแบบเหมาจ่ายเพียงเดือนละ 55-65 บาทต่อบ้าน ช่วยประหยัดค่าแก๊สหุงต้มได้มาก ทั้งยังปลอดภัยกว่าแก๊สกระป๋องหรือแก๊สถังปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) เพราะแก๊สวิ่งผ่านท่อพีวีซี (PVC) ด้วยแรงดันต่ำตรงเข้าเตา ไม่มีถังแก๊สแรงดันสูงตั้งเสี่ยงระเบิดอยู่ในบ้าน
แดดสูบน้ำ-โดมตากกล้วย
นอกจากเรื่องแก๊สชีวภาพแล้ว ท่ามะนาวยังดึงระบบชลประทานพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Powered Drip Irrigation System) มาสู้ภัยแล้ง โดยใช้แผงโซล่าเซลล์ 100% ขับเคลื่อนปั๊มสูบน้ำบาดาลขึ้นหอถังสูง แล้วปล่อยไหลตามท่อเข้าสู่ระบบน้ำหยดในแปลงเกษตร ระบบนี้มีต้นทุนชุดละ 4 แสนบาท ทนทานใช้งานได้นาน 15-20 ปี และใช้เวลาเพียง 3 ปีก็คืนทุน
พลังงานแดดยังถูกนำมาใช้อบแห้งแปรรูปกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์มะลิอ่อง ผ่านโรงอบโดมพาราโบล่า (Parabola Dome) เกิดเป็นสินค้าชุมชนในชื่อแบรนด์ ‘บานานาว‘ (Bananaw) ช่วยยกระดับสินค้าเกษตรพื้นบ้านให้มีมูลค่าสูงขึ้นและสร้างเงินหมุนเวียนเข้าหมู่บ้านตลอดทั้งปี
คาร์บอนเครดิตกวาดเงินล้าน
อีกหนึ่งผลงานคือการพาชุมชนเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) จนผ่านการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (Thailand Greenhouse Gas Management Organization: TGO) สามารถประเมินเป็นคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ยสูงถึง 5,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่นำไปขายให้องค์กรทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้สะสมมาแล้วกว่า 3.47 ล้านบาท โดยตลาดในประเทศขายได้ราคาเฉลี่ย 200 บาทต่อตัน ส่วนมูลนิธิจากประเทศเยอรมนีช่วยซื้อในราคาพิเศษถึง 8 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (ราว 300 บาทต่อตัน) เมื่อนำมารวมกับค่าแก๊สรายเดือนที่เก็บจากชาวบ้าน ทำให้มีเงินเข้ากองทุน อบต. ปีละกว่า 1.2 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้บำรุงรักษาสภาพระบบและพัฒนาท้องถิ่นต่อไป
ต่อยอดสู่แก๊สอัดถัง
วสันต์ กล่าวว่าหัวใจหลักที่ทำให้โครงการพลังงานของท่ามะนาวสำเร็จได้ คือการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาร่วมบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดตั้งและพัฒนา ทีมช่างชุมชนให้มีความรู้ทางเทคนิค สามารถตรวจเช็ก ซ่อมแซม และดูแลระบบได้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ทั้งฟาร์มหมูที่ดำเนินกิจการต่อได้ ชาวบ้านไม่ต้องทนกับปัญหากลิ่นเหม็น และคนในชุมชนได้ใช้พลังงานสะอาดในราคาประหยัด
สำหรับเป้าหมายในระยะถัดไปคือการพัฒนาก๊าซไบโอมีเทนอัดถัง (Compressed Bio-Methane: CBG) เพื่อนำแก๊สส่วนเกินมาบรรจุถังส่งให้บ้านเรือนที่ตั้งอยู่ห่างไกลแนวท่อส่ง พร้อมตั้งโจทย์ถึงสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยให้ช่วยคิดค้นนวัตกรรมกรองก๊าซไข่เน่า หรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide: H₂S) ในราคาที่ถูกลง เพื่อให้ชาวบ้านนำเทคโนโลยีนี้ไปขยายผลต่อได้เองอย่างปลอดภัยและยั่งยืน
ที่มา: เดลินิวส์