เหตุการณ์ความรุนแรงระลอกใหม่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งกลุ่มคนร้าย ลงมือก่อเหตุพร้อมกัน ทั้งวางระเบิด ลอบยิง ปล้น วางเพลิง รวม 51 จุด เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนถึงความล้มเหลวซ้ำซาก ในการแก้ปัญหาของรัฐบาล และกองทัพ รวมถึงฝ่ายปกครอง และประชาชนในพื้นที่ เพราะตลอด 22 ปี สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ใช้งบประมาณไปแล้วเกือบ 5 แสนล้านบาท
สถานการณ์ไฟใต้ รอบใหม่เริ่มขึ้นในปลายปี 2544 ในยุคนายกฯ”ทักษิณ ชินวัตร” หลังจากนั้นระดับความไม่สงบค่อย ๆ สูงขึ้น จนต้นปี 2547 มีการปล้นอาวุธจากค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาส จนมีวาะทกรรม “โจรกระจอก” ก่อนตามมาด้วยเหตุความรุนแรงอีกหลายครั้ง รวมถึง กรือเซะ, ตากใบ ทำให้ไฟใต้โหมกระพือแรงขึ้นต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งสิ้นรวม 10,222 ครั้ง รวมมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6,028 ราย เป็นประชาชน 3,666 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 2,362 ราย บาดเจ็บอีก 13,737 ราย
แม้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 10 คนนับจาก “ทักษิณ ต่อด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์,สมัคร สุนทรเวช,สมชาย วงศ์สวัสดิ์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา,เศรษฐา ทวีสิน,แพทองธาร ชินวัตร จนถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล” รวมถึงยังเปลี่ยน ผบ.ทบ.,แม่ทัพภาค 4,เลขาธิการ ศอ.บต.คนแล้วคนเล่า ปรับเปลี่ยนนโยาย วิธีการแก้ปัญหามากมาย ทั้งใช้ไม้แข็ง และไม้นวม เจรจาต่อรองกับกลุ่มคนร้าย บีอาร์เอ็น และกลุ่มต่างๆ แต่ก็ยังไร้วี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ และยังเกิดเหตุความรุนแรงต่อเนื่อง อย่างที่เป็นอยู่ จนมีคำถามจากนักวิชาการ และหลายภาคส่วน ว่า “ปัญหาอาจไม่จบ หากไม่ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เชิงรุก และการข่าวกรอง”
หลังเกิดเหตุครั้งล่าสุด “นายกฯอนุทิน”สั่งการให้ทุกหน่วยงานใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมกับเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประเมินสถานการณ์ และแนวทางการแก้ปัญหาไฟใต้ใหม่ ขณะ”สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว”
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะประธานกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ยอมรับต้องทบทวน กลไก วิธีการแก้ปัญหา ส่วนฝ่ายทหาร พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ผุ้รับผิดชอบในพื้นที่ ระบุ เจ้าหน้าที่ทราบมาแล้ว 2 เดือนว่า จะมีการก่อเหตุในลักษณะเช่นนี้ แต่ไม่รู้วันเวลาว่าจะก่อเหตุ หลังจากนี้ต้องมีมาตรการในเชิงรุกมากขึ้น
ด้าน”ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเมิน 3 ปัจจัย ในการก่อเหตุ คือ ใกล้วันพูดคุยสันติสุข, ใกล้สับเปลี่ยนกำลัง และ เป็นช่วงฤดูฝน อาวุธที่เตรียมไว้ ไม่ใช้จะเสียหาย
ปฏิกริยาของนายกฯ ของรัฐมนตรีต่างประเทศ ของหน่วยข่าวกรอง รวมถึง แม่ทัพภาค 4 บ่งบอกค่อนข้างชัดเจน ว่าทุกคนยังคงแนวทางเดิมในการทำงาน เป็นการตั้งรับต่อสถานการณ์ไฟใต้ ที่เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่าเท่านั้น แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกเคยประกาศท่าทีแข็งกร้าว ว่า”ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว” จากเหตุกราดยิงใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี จน ตชด.ต้องพลีชีพไป 5 นาย มีการยกระดับการใช้อำนาจกฎอัยการศึก แต่หลังจากนั้นก็ถูกปรามจากฝ่ายการเมือง และ 1 เดือนต่อมาก็เกิดเหตุป่วน 51 จุด
“เอกราช อุดมอำนวย” สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร วิจารร์อย่างดุเดือดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณชัดเจนถึง “ความล้มเหลวของระบบการข่าว และการประเมินภัยคุกคาม” เพราะการก่อเหตุพร้อมกันมากกว่า 50 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน ต้องอาศัยการวางแผน การระดมคน และการส่งกำลังบำรุงล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ สะท้อนถึงช่องโหว่ร้ายแรงในการบูรณาการงานการข่าวระหว่างหน่วยงาน ทั้งที่มีการจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงในพื้นที่ไปอย่างมหาศาล ปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับวนเวียนอยู่กับการตั้งรับ พร้อมเรียกร้องให้นายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. แสดงความรับผิดชอบ เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และกำหนดมาตรการเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมทันที ไม่ใช่เพียงแค่ออกแถลงการณ์ตามสถานการณ์ไปวันๆ
ดังนั้น ปัญหา “ไฟใต้” การจะแก้ไขให้สำเร็จ ควรเป็นไปในทิศทางใด รัฐบาล กองทัพ ฝ่ายมั่นคง ประชาชนในพื้นที่ ต้องทบทวนกันใหม่อีกครั้งหรือไม่ เพราะวิธีการเดิมๆ คือความล้มเหลว หรือไม่ล้มเหลวแต่ก็ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ทำได้เพียงประคองสถานการณ์ แต่การจะใช้ท่าทีแข็งกร้าวมุ่งหน้าชน และเน้นความรุนแรง ก็ไม่น่าจะใช่ทางออก หรือวิธีการที่ถูกต้อง ในระยะยาวด้วยเช่นกัน…
ที่มา: INN