ล่าสุด เปิด 229 รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาใน “คดีโกงเลือก สว.” มีผู้เกี่ยวข้อง ส.ว. 138 คน รัฐมนตรี 13 คน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย 17 คน และเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 19 คน
พร้อมออกมาแฉว่า ผู้ช่วย ส.ส. อ่างทอง พาผู้สมัคร ส.ว.จากอ่างทองมาพักที่โรงแรมในคืนก่อนวันเลือก ส.ว. ระดับประเทศ และยังมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้สมัคร ส.ว.หลายคนจาก จ.อ่างทอง ที่โทรหา“ภราดร ปริศนานันทกุล”รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล”สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเช้า โทรจากอิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี และปลายสายก็อยู่ที่อิมแพคอารีนา เมืองทองธานี เช่นกัน
งานเข้า “รัฐมนตรีภราดร” เป็นเรื่องจนต้องออกโรงชี้แจงเจ็บๆคันๆว่า อยากตั้งคำถามว่า ข้อมูลที่แชร์ออกไป เป็นข้อมูลจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ ใครที่จ้องจะโจมตีทางการเมือง ก็ผลิตชุดข้อมูลปลอม ขึ้นมากล่าวหาฝ่ายตรงข้ามได้ จับโยงใส่ชื่อคนโน้นคนนี้ ใส่ร้ายป้ายสี ก็เป็นเรื่องที่ต้องถามว่าใครทำ ผมไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ปฏิเสธการเอาข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่พิสูจน์ มาตัดสินความผิดของคน
การเคลื่อนไหวของ “ไอลอว์” รับลูกกับ “พรรคประชาชน” เข้ายื่นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญต่อประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดโปงรายชื่อ 9 บุคคลสำคัญในฝ่ายรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งผู้สมัคร จัดทำโพย และจัดสรรค่าตอบแทนในการเลือกตั้งหนหลัง กลายเป็นภาพสะท้อนการปะทะกันทางกลยุทธ์บนสมรภูมิกฎหมาย สู่การหักเหลี่ยมเฉือนคมบนฟาดกันคนหมัด เมื่อค่ายสีน้ำเงินสั่งระดมพลฝ่ายกฎหมายประกาศกร้าวพร้อมเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทชนิดไม่มีคำว่ายอมความ
ปฏิกิริยาอันดุดันจาก“ค่ายสีน้ำเงิน”ที่นำโดยฝ่ายกฎหมายระดับเก๋าของพรรค “ศุภชัย ใจสมุทร“ ตั้งป้อมค่ายเชิงรุกย้อน เร่งตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วย “ยุทธวิธีรักษาศักดิ์ศรี” ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะบุคคลที่ถูกลากเข้ามาพาดพิงล้วนแล้วแต่มีตำแหน่งหน้าที่ระดับบริหารสูงสุดของแผ่นดินย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นเชิงเสถียรภาพของรัฐบาลไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหลี่ยมคมทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดในศึกครั้งนี้ จงใจ “ย้ายสมรภูมิรบ” จากหน้าฟีดสื่อโซเชียลมีเดีย ไปตั้งหลักอยู่บนแท่นสถิตยุติธรรม ถือเป็นหมากเกมทางกฎหมาย ใช้ได้ผลเพราะเปิดหน้าโจมตีอย่างรุนแรงในที่สาธารณะ ทำให้ค่ายสีน้ำเงินต้องชะลอแรงปะทะทางดราม่าให้อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ง่ายขึ้น เพราะอย่าลืมว่าบุ่มบ่ามเปรียบเสมือนดาบสองคมที่พร้อมเชือดเฉือนตนเองได้ทุกเมื่อ หากฝั่งไอลอว์สามารถสู้คดีด้วยการแสวงหาพยานบุคคล ตลอดจนหลักฐานทางเทคโนโลยีที่ชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงในกระบวนการเลือกตั้ง สว. ได้อย่างแน่นหนา
ท้ายที่สุดแล้วการเมืองยังคงวนเวียนอยู่กับวงจรเดิมๆกฎหมายถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ศึกครั้งนี้ระหว่าง “ภูมิใจไทย”และ“ไอลอว์“ จึงไม่ใช่เพียงคดีความธรรมดาระหว่างนักการเมืองกับเอ็นจีโอ หากแต่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ ถึงภาพลักษณ์ความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่รอคอยการจับจ้องพร้อมจะตีกลับเป็นพายุใหญ่ปะทุใส่ผู้มีอำนาจที่คิดใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบังตนเอง จะต้องคิดให้เยอะถึงผลลัพธ์ที่ตามมาในอนาคต
ที่มา: เดลินิวส์