มท.4 ลุยนอมินีสุราษฎร์ฯ พบ 112 นิติบุคคลถือที่ดินพะงัน เร่งตรวจสอบ สั่งตามเรื่องให้ถึงที่สุด

มท.4 ลุยนอมินีสุราษฎร์ฯ พบ 112 นิติบุคคลถือที่ดินพะงัน เร่งตรวจสอบ สั่งตามเรื่องให้ถึงที่สุด

มท.4 ตามต่อปัญหานอมินีสุราษฎร์ฯ ขยายผลถึง “ที่ดิน–โรงแรม–ธุรกิจ–แรงงาน” สั่งเชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน พบ 112 นิติบุคคลถือที่ดินพะงันเข้าข่ายต้องตรวจสอบ เร่งเดินหน้าตามกฎหมาย ย้ำเรื่องที่รับมา ต้องตามให้เห็นผล

เมื่อวันทึ่ 25 สิงหาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าติดตามการแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงัน หลังจากก่อนหน้านี้มีการรับข้อมูล และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบปัญหานอมินี การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การถือครองที่ดิน โรงแรม และการทำงานของแรงงานต่างด้าวว่า ล่าสุดการดำเนินงานเริ่มขยายผลจากการคัดกรองข้อมูลไปสู่การตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

โดยกำชับให้การทำงานไม่หยุดอยู่เพียงการตรวจสอบรายชื่อ หรือการตรวจพบความผิดปกติ แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ดิน สรรพากร ฝ่ายปกครอง แรงงาน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงตลอดกระบวนการว่า ใครประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง ใครมีความเสี่ยง และกรณีใดพบการกระทำผิดต้องเดินหน้าตามขั้นตอนของกฎหมาย

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากจ.สุราษฎร์ธานีระบุว่า มีนิติบุคคลในจังหวัด 25,864 ราย ในจำนวนนี้มีนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 11,721 ราย และกลุ่มที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 49 จำนวน 9,281 ราย โดยเฉพาะเกาะสมุยมีนิติบุคคล 12,906 ราย และเกาะพะงัน 5,009 ราย ทำให้ทั้งสองพื้นที่ถูกจับตาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่ต้องตรวจสอบการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย ในขั้นตอนการคัดกรองข้อมูล สำนักงานพาณิชย์จ.สุราษฎร์ธานี พบข้อมูลนิติบุคคลที่มีที่ตั้งบริษัทซ้ำกัน 5,486 ราย และพบบุคคลที่ถือหุ้นซ้ำกันหลายบริษัท 4,621 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนำไปวิเคราะห์และคัดกรองเชิงลึกต่อไป โดยไม่ได้หมายความว่าทุกรายเป็นการกระทำผิด แต่เป็นข้อมูลที่ต้องนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่

ด้านกรมสรรพากรโดยสำนักงานสรรพากรพื้นที่สุราษฎร์ธานี 2 อยู่ระหว่างตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายการใช้นอมินี และการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 110 ราย ดำเนินการแล้ว 12 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการ 98 ราย โดยกลุ่มที่ดำเนินการแล้วมีมูลค่ารวม 7.538 ล้านบาท สะท้อนการนำข้อมูลจากการคัดกรองไปสู่การตรวจสอบด้านภาษีและการประกอบธุรกิจจริง

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินในพื้นที่เกาะพะงันจำนวน 1,832 ราย พบกลุ่มนิติบุคคล 112 รายที่มีข้อมูลสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอน โดยกลุ่มดังกล่าวถือครองที่ดินรวม 124 แปลง เนื้อที่ประมาณ 86 ไร่ 3 งาน 42.4 ตารางวา ในจำนวน 112 รายแบ่งเป็นกรณีที่ตรวจพบใหม่ 104 ราย และกรณีที่มีคำพิพากษาศาลแล้ว 8 ราย ขณะที่การดำเนินการด้านที่ดินได้เดินหน้าเป็นขั้นตอน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งจำหน่ายที่ดินแล้ว 8 ราย รวม 9 แปลง อยู่ระหว่างพิจารณาสั่งจำหน่ายอีก 28 ราย และสำนักงานที่ดินส่วนแยกเกาะพะงันอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอจำหน่ายอีก 76 ราย

ทั้งนี้ ได้กำชับให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมติดตามว่ากรณีที่ตรวจพบเดินหน้าไปถึงขั้นใดแล้ว ไม่ให้ปัญหาถูกทิ้งไว้เพียงในรูปของตัวเลขหรือรายงานการตรวจสอบ

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันการดำเนินการในพื้นที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องที่ดิน แต่ขยายไปถึงการประกอบธุรกิจและโรงแรม โดยตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคมเป็นต้นมา มีการดำเนินคดีในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงันหลายกรณี ทั้งคดีที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของอัยการ และคดีที่มีการออกหมายจับแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมเจ้าหน้าที่ได้กำหนดเป้าหมายเข้าตรวจสอบหลายจุดในพื้นที่เกาะพะงัน

ทั้งกรณีโรงแรมที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้อง และสถานประกอบการอื่นที่อาจเข้าข่ายความผิด เป็นการนำข้อมูลจากการคัดกรองไปสู่การตรวจสอบในพื้นที่จริงและขยายผลตามพยานหลักฐาน ส่วนการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จ.สุราษฎร์ธานีมีการออกใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าว 7,542 ราย แบ่งเป็นเกาะสมุย 4,101 ราย และเกาะพะงัน 2,513 ราย ขณะเดียวกันมีการดำเนินคดี 104 ราย ทั้งกรณีทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ และกรณีประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย รวมถึงดำเนินคดีกับนายจ้างและสถานประกอบการ 46 ราย

“เรื่องที่ประชาชนสะท้อนหรือเป็นปัญหาในพื้นที่ เมื่อรับเรื่องมาแล้วต้องตามต่อ และต้องดูให้เห็นว่าการทำงานเดินหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว หากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องก็ต้องได้รับความเป็นธรรม เราไม่ได้มุ่งเล่นงานผู้ประกอบการต่างชาติ แต่ต้องทำให้กติกาชัดเจน คนที่ทำถูกต้องต้องสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ส่วนใครใช้ช่องโหว่ ใช้นอมินี หรือฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม หน่วยงานในพื้นที่ต้องตรวจให้จริง ขยายผลให้ถึง และติดตามให้จบ โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนคดี แต่คือการทำให้เห็นผลว่าข้อมูลที่ตรวจพบถูกนำไปดำเนินการอย่างไร ใครผิดต้องรับผิดตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

ที่มา: มติชน