ศาลฎีกา เปิดการไต่สวนพยานผู้ร้อง คดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

ศาลฎีกา เปิดการไต่สวนพยานผู้ร้อง คดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

ศาลฎีกา นัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรก คดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ก่อนนัดอีกครั้ง 22 ก.ย.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานนัดแรกคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้มีการนัดตรวจหลักฐานไปเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โดยในวันนี้จะเป็นการไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรกจากทั้งหมด 4 นัด มีพยานทั้งหมดที่ต้องเข้าไต่สวนจำนวน 9 ปาก

ส่วนพยานผู้คัดค้านจำนวน 60 ปาก กำหนดเริ่มไต่สวนพยานนัดแรกวันที่ 3 พ.ย. 2569 และนัดสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 2570 ก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

โดยศาลกำชับให้คู่ความทำบัญชีตารางพยานเพื่อให้ไต่สวนแต่ละนัดและกำหนดประเด็นให้ศาลทราบพร้อมแนวคำถามมาก่อนเพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาตว่าจะให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่

การไต่สวนพยานผู้ร้องในวันนี้มี นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. เบิกความ เป็นพยานปากแรก

โดยนายยุทธภูมิ เบิกความว่า เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเข้ามา จากการสอบอดีต สส. ของพรรคก้าวไกล 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ว่า หลังจากที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่และเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกล มีกลุ่มเยาวชนออกมาเรียกร้องการแก้ไขมาตรา 112 ก่อนบางส่วนเริ่มถูกดำเนินคดี ม. 112 จนทางพรรคก้าวไกลมีการประชุมว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องมาตรา 112 แต่พยานไม่ทราบว่าทั้ง 44 คนที่เป็นผู้คัดค้านอยู่ในการประชุมครบทุกคนหรือไม่ แต่เมื่อมีการเสนอแก้ไขกฎหมายไปยังสภา ซึ่งก็มีหนังสือตีกลับว่าร่างแก้ไข ม. 112 อาจจะผิดรัฐธรรมนูญ แต่ทางพรรคก้าวไกลก็ส่งหนังสือรอบที่ 2 ยืนยันว่าการแก้ไข ม. 112 ไม่ขัดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยในการลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 มี สส. ทั้งหมด 53 ราย ลงชื่อ 44 ราย ไม่ได้ลงชื่อ 9 ราย

นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ที่ผ่านมา ม.112 เคยมีการแก้ไขแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2519 เพื่อคุ้มครองสถาบันฯ ให้มั่นคงสอดคล้องกับสภาวะขณะนั้น โดยการแก้ไข ม. 112 ของพรรคก้าวไกล มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล

นายยุทธภูมิ ได้ตอบคำถามผู้คัดค้านถึงการไต่สวนพยานในชั้น ป.ป.ช. ว่า พยานที่ไต่สวนไม่พบว่ามีการขัดแย้งกับผู้คัดค้านทั้ง 44 ราย แต่ก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้กับผู้คัดค้าน เป็นการไต่สวนเพื่อให้ทราบเจตนา ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดเป็นการลงชื่อ จึงสอบ สส. ที่ไม่ได้ลงชื่อ และการที่พยานไม่เลือกสอบนักวิชาการเพราะเป็นเพียงพยานความเห็น ที่สามารถขัดแย้งกันได้ไม่จบสิ้น

นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายถือว่าเป็นเอกเทศจากขั้นตอนการตรวจสอบของสภา ซึ่งคดีนี้สาระสำคัญคือหลักการและเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ตอนนั้นยังไม่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลักในการแจ้งข้อหาเรื่องนี้มองว่าองค์ประกอบคือประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง และพระมหากษัตริย์ส่วนหนึ่ง การเสนอให้แยก ม. 112 ออกจากหมวดความมั่นคง และระบุให้หากมีการวิจารณ์โดยสุจริตสามารถทำได้ มองว่าเปิดโอกาสให้เกิดการไม่บังควรเพราะกว่าที่ศาลจะตัดสินก็ส่งผลให้มีการกระทบกระเทือนเสาหลักของชาติ ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีการแก้ไข ม. 112 ในเรื่องการยกเว้นโทษ พร้อมยอมรับว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 ราย มีการศึกษาร่างกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันต่างประเทศหลายประเทศ และอ้างอิงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

ซึ่งทราบว่าการจัดตั้งขึ้นมานั้นเกิดหลังจากที่มีความขัดแย้งทางสังคมอยู่ และยอมรับอีกว่าช่วงนั้นมีการกลั่นแกล้งใช้ ม. 112 ในการดำเนินคดีจน คอป. ต้องเสนอแก้ ม. 112 ซึ่งทราบจากรายงานมา แต่มองว่าบริบทตอนนั้นและตอนนี้คนละอย่างกัน ตอนผู้คัดค้านเสนอแก้อ้างเหตุการชุมนุมของเยาวชนและเรื่องในอดีตที่ผ่านมา บริบทในตอนนี้จึงต่างกัน ส่วนเรื่องคำร้องการไต่สวนในคดีนี้ที่เกี่ยวกับมีกลุ่มผู้คัดค้านร่วมชุมนุมและยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 ได้ข้อมูลมาจากคำวินิจฉัยยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยอมรับว่าไม่ทราบในรายละเอียดของแต่ละเคส เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ส่งข้อมูลให้

นายยุทธภูมิ ได้ตอบคำถาม ซักค้านของผู้คัดค้านเกี่ยวกับเรื่องเคยมีการแก้ไขมาตราเกี่ยวกับสถาบันในเรื่องการยกเว้นโทษและยกเว้นความผิดว่ามาตรา 104 ในสมัยปี 2478 ต่างจาก 112 ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องการดูหมิ่น แต่ไม่มีเรื่องการอาฆาตมาดร้าย มองว่าการแก้ไขกฎหมายสภาทำได้แต่ต้องเป็นกฎหมายทั่วไป ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยมีบทบัญญัติใดที่บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายจะมีความผิด

และยังตอบคำถามผู้คัดค้านที่ 3 ยอมรับว่าไม่มีการหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นคุณกับผู้คัดค้านไปพิจารณาทำความเห็นส่งศาลฎีกา ทั้งที่กฎหมาย ป.ป.ช. ระบุไว้ว่าจะต้องไต่สวนพยานหลักฐานในทางที่เป็นคุณและทั้งที่เป็นโทษ ก่อนระบุต่อว่าได้ทราบว่าการยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกลครั้งนี้มีมติไม่เป็นเอกฉันท์

โดยผู้คัดค้านที่ 3 มีความเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไข ม. 112 แต่ที่ลงชื่อเนื่องจากเป็นมติพรรค และมองว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นกระบวนการตามปกติของสภา และยอมรับว่าไม่มีหลักฐานเรื่องที่ผู้คัดค้านไปยื่นประกันตัว แต่มองเกี่ยวกับพฤติการณ์ลงชื่อเสนอแก้กฎหมายเป็นหลัก ชั้นแจ้งข้อกล่าวหาพยานแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 ราย มีการสนับสนุนการกระทำความผิด

แต่ขณะที่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มีการเพิ่มถ้อยคำ เป็นมีการสนับสนุนและเห็นด้วยในการยกเลิกมาตรา 112 และตามเอกสารไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้เสนอเป็นนโยบายพรรคต่อ กกต. จากการไต่สวน สส. 9 รายที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อทราบว่าจะถูกกดดัน กีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค ตำแหน่งกรรมาธิการ ไม่ให้ลงสมัคร สส. ในสมัยถัดไป และจำกัดการเข้าถึงกลุ่มไลน์ของพรรค

โดยผู้ร้องยื่นขอแก้ไขคำร้องเพราะมีการพิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ผู้คัดค้านไม่ค้าน ก่อนศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดถัดไปวันที่ 22 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

ภายหลังจากไต่สวนเสร็จสิ้น นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจ จากผู้คัดค้านให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการไต่สวนพยานไป 1 ปากโดยเป็นภาพรวมของกระบวนการว่าทาง ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วได้ความว่าอย่างไรก่อนยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาคดีนี้ โดยมีเรื่องการรวบรวมหลักฐานของ ป.ป.ช. ที่ทางกลุ่มผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งของการรวบรวมพยานหลักฐาน และกระบวนการการไต่สวนที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

นายนิธิ กล่าวอีกว่า ส่วนการไต่สวนพยานผู้ร้องนัดหน้าคาดว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. อีกคนหนึ่งที่ร่วมในการไต่สวนคดีนี้เช่นเดียวกับนายยุทธภูมิ

เมื่อถามว่าการไต่สวนในวันนี้เห็นอะไรชัดขึ้นหรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า หลังจากการไต่สวนก็มีข้อโต้แย้งจากผู้คัดค้านว่ากระบวนการไต่สวนอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายและอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐานเฉพาะในส่วนที่จะเอาผิด และการสรุปสำนวน

เมื่อถามว่าการที่ 44 สส. มีพฤติกรรมแตกต่างกันไปแต่สำนวนถูกรวมกันในส่วนนี้เป็นข้อต่อสู้หรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า ตนยังไม่ขอยืนยันชัดเจนในประเด็นนี้ แต่ทางเรายืนยันหลักการว่าข้อกล่าวหาทางจริยธรรมจะต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายบุคคลไม่สามารถเหมารวมการกระทำของผู้คัดค้านอีกคนมารวมกับอีกคนได้

ที่มา: มติชน