ยอดขายรถยนต์ไทย 7 เดือนแรกโต 15.39% แต่เบื้องหลังพบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าครองสัดส่วนถึง 62.58% ของยอดขาย EV ขณะที่รถผลิตในประเทศมีเพียง 37.42% เอกชนเรียกร้องรัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในไทย พร้อมเร่งแก้วิกฤตตลาดรถกระบะ หลังยอดขายทรุดกว่า 60% กระทบผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงาน และซัพพลายเชนทั้งระบบ
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่า แม้ยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% แต่ยังมีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะโครงสร้างของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาดังกล่าว ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าอยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้นถึง 97.39% ขณะที่ประเทศไทยผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าได้เพียง 46,924 คัน หรือคิดเป็น 37.42% ของยอดขายทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยกว่า 62.58% เป็นรถยนต์นำเข้า ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรมของโครงสร้างภาษีระหว่างรถยนต์นำเข้า รถยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ
จี้รื้อโครงสร้างภาษี หยุดรถผลิตไทยเสียเปรียบ
นายสุรพงษ์ ระบุว่า รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างแรงงานคนไทย การใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน แต่กลับต้องแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าภายใต้เงื่อนไขทางภาษีที่อาจไม่เท่าเทียมกัน
ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่รถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปหรือรถยนต์ไฟฟ้า 100%ขณะนี้ภาคเอกชนอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดของโครงสร้างภาษีใหม่ และเตรียมนำข้อมูลเข้าหารือกับภาครัฐ เพื่อหาแนวทางที่ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
ปิกอัพทรุดกว่า 60% สะเทือนซัพพลายเชน
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ ตลาดรถกระบะที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยยอดขายลดลงเหลือเพียงเดือนละกว่า 10,000 คัน จากเดิมที่เคยทำได้มากกว่า 30,000 คันต่อเดือน หรือหดตัวลงกว่า 60% สาเหตุสำคัญมาจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำต่อเนื่องหลายไตรมาส โดยเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่เติบโต 2.8%
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงค่ายรถยนต์ เนื่องจากรถกระบะใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึงประมาณ 90% เมื่อยอดขายและยอดผลิตลดลง จึงส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งซัพพลายเชน
กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมบางส่วนลดลงเหลือไม่ถึง 60% ผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการ ขณะที่บางรายตัดสินใจย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น
ห่วงโปรดักต์แชมเปี้ยนไทยเสียฐานผลิต
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า รถกระบะถือเป็นหนึ่งในโปรดักต์แชมเปี้ยนสำคัญของประเทศไทย หลังผู้ผลิตญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังกว่า 120 ประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อยอดผลิตรถกระบะลดลงถึงประมาณสองในสาม ย่อมสร้างแรงกระแทกโดยตรงต่อฐานการผลิตและผู้ประกอบการจำนวนมาก ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาสถานะศูนย์กลางการผลิตรถกระบะของไทยในระยะยาว
เสนอตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อรถกระบะ
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เคยเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนค้ำประกันความเสียหายจากรถถูกยึดให้แก่สถาบันการเงินตามผลขาดทุนจริง แต่ไม่เกินคันละ 50,000 บาท โดยข้อเสนอดังกล่าวมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยสินเชื่อรถกระบะ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายและยอดผลิต ส่งผลให้แรงงานในซัพพลายเชนมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น ก่อนหมุนเวียนกลับมาเป็นกำลังซื้อภายในประเทศ
หากประชาชนมีรายได้และกำลังซื้อมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความสามารถในการจับจ่ายและชำระหนี้ครัวเรือน พร้อมสร้างการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มเติม ขณะที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้มากขึ้น
"มาตรการกระบะพี่มีคลังค้ำ ของกระทรวงการคลังก็ไม่ประสบความสำเร็จ มีคนเข้าร่วมราว 2,000 คัน ไม่สอดคล้องกับข้อเสนอกกร. และไม่สามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ กกร. เสนอตั้งกองทุนฯ ช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ แต่รัฐบาลบอกว่าไม่มีตังค์"
นายสุรพงษ์ ย้ำว่า การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่เท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ถือเป็นแรงดึงดูดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะเมื่อผู้ผลิตสามารถขายสินค้า มีกำไร และรักษาสภาพคล่องได้ ย่อมต้องการคงฐานการผลิตและลงทุนในประเทศไทยต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าประเทศอื่นจะเข้ามาชักชวนให้ย้ายฐานการผลิต
ที่มา: ไทยรัฐ