“ใครรุก-ใครรับ”ในเกมไฟใต้ “การเมือง” กระตุก”กองทัพ”

“ใครรุก-ใครรับ”ในเกมไฟใต้ “การเมือง” กระตุก”กองทัพ”

ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส

ก่อนหน้าก็เคยมีข่าวในทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้วว่ามีการทิ้งระเบิดลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ จนสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านในพื้นที่ แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงยืนยัน หลังจากมีการกระพือข่าวในโลกโซเชียลเป็นสูตรสำเร็จทุกครั้ง

ข้อสังเกตจากหน่วยในพื้นที่คือ “เฮลิคอปเตอร์”เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเตรียมออกปฏิบัติการต้องหยุดชะงัก เพราะเมื่อภาพข่าวจาก “หน่วยข่าว” ส่งเข้ามา การส่งกำลังออกลาดตระเวน และการใช้อากาศยานขึ้นบิน ก็ทำให้ผู้ก่อเหตุหยุดการเคลื่อนไหว เป็นการจำกัดอิสระของผู้ก่อความรุนแรง หรือ ผกร.ไปโดยปริยาย กระแสข่าวดังกล่าวจึงมีผลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารในการออกปฏิบัติการตอนกลางคืน

พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ระบุความคืบหน้าทางคดีว่า ยังไม่ได้มีการดำเนินการตั้งกรรมการ ขอให้เป็นการตรวจสอบตามกฎหมายที่ตำรวจรับไปดำเนินการ เป็นขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า มีจ่าทหารอากาศใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น “ผมมองว่าทุกคนมีการกล่าวอ้างไปในทิศทางให้ตัวเองได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ดีที่สุดคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราสามารถพิสูจน์ได้อยู่แล้ว เมื่อออกมาแบบไหนทุกคนต้องยอมรับ เพราะเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์”

ทั้งนี้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้อนุมัติเฮลิคอปเตอร์เพื่อใช้ในทางยุทธการ เป็น ฮ. AS550 Fennec 4 ที่นั่ง ไม่ได้ติดปืนกล และภารกิจก็เพื่อการลาดตระเวน

หากย้อนดูโครงสร้างการควบคุมบังคับบัญชาของ ฉก.นราธิวาส กองทัพบกได้ส่ง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ลงมาทำหน้าที่ ผบ.ฉก. ซึ่งสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ก็จะทำหน้าที่ครบ 1 เดือน โดยจัดกำลัง 1 กองพันจากกรมทหารราบที่ 19 จำนวน 2 กองร้อย และกองพลทหารราบที่ 11 จำนวน 2 กองร้อย ดูแลพื้นที่ อ.สุคิริน และ อ.แว้ง เป็นพื้นที่ซึ่งมีไทยพุทธอยู่ค่อนข้างมาก

ไม่ได้ถือเป็น “บ้านแดง” หรือหมู่บ้านของทหารบ้าน “อาร์เคเค” ที่เคลื่อนไหวจัดตั้งเป็นกองกำลัง ซึ่งมักจะอยู่ในพื้นที่การควบคุมของทหารพรานและนาวิกโยธิน ซึ่งนราธิวาสถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีการก่อเหตุมากกว่า 2 จังหวัด

"ผบ.ด้วง" พล.ต.ยอดอาวุธ อดีตทหารจาก ร.31 รอ. ซึ่งเป็นหน่วยทหารราบเคลื่อนที่เร็ว กองทัพภาคที่ 1 เคยส่งมาในพื้้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2569 ต้องกลับมาอีกครั้งในห้วงของการเปลี่ยนผ่านของธรรมนูญ “บีอาร์เอ็น” ใหม่

พร้อมมีกระแสข่าวว่า อาจจะมีการเปลี่ยนรองแม่ทัพคนใหม่ลงมา โดยมีชื่อ พล.ต.เทพพิทักษ์ นิมิตร รองแม่ทัพภาคที่ 1 และอดีต ผบ.พล.ร.2 ลงมาแทน

อย่างไรก็ตาม การแบ่งเขตรับผิดชอบเป็น “ฉก.จังหวัด” ทำให้ต้องบังคับบัญชาในภาพรวมทั้งจังหวัดอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพพื้นที่ บุคคล มีความสลับซับซ้อนขึ้น และแยบยลมากกว่าเมื่อก่อน

อีกทั้งการทำสงครามข่าวสาร การดึงแนวร่วมจากสื่อ รู้จุดอ่อน-จุดแข็งของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เป็นอาวุธชั้นดีที่สู้กับฝ่ายรัฐ

ความเคลื่อนไหวของ “บีอาร์เอ็น” อยุู่ในการติดตามของหน่วยข่าว และมีการแจ้งเตือนว่าจะมีการก่อเหตุในช่วงนี้ อย่างที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์

แต่นั่นก็เป็นดาบสองคม เมื่อ “โจร” ก่อเหตุได้ตามที่ตั้งเป้า จึงไม่แปลกที่กองทัพต้องถูกตั้งคำถามว่า เมื่อทราบข้อมูลแล้วเหตุใดจึงไม่สามารถระงับเหตุได้แม้แต่จุดเดียว ปล่อยให้ผู้ก่อเหตุกระทำการได้อย่างอิสระ และสามารถหลบหนีได้

จากข้อมูลพบว่า กองกำลัง RKK ถูกจัดตั้งไว้ 200 หมู่บ้าน ตามตะเข็บตำบลรอยต่อ มีการก่อเหตุไปแล้ว 30 อำเภอ จาก 38 อำเภอ โดยมี "โซ่ข้อกลาง" คือชุดประสานงานแจ้งข่าวในหมู่บ้าน ที่จะกดปุ่มจาก “ผู้สั่งการ” ตาม วัน ว. เวลา น.

ก่อนก่อเหตุจะมีคนมาส่งอาวุธ รวบรวมเป้าหมาย ส่งให้กองกำลังที่จะออกปฏิบัติการ ซึ่งกองกำลังในพื้นที่แม้จะรู้ข้อมูล แต่ไม่รู้จัก “กองกำลัง” ของบีอาร์เอ็น ว่าเป็นใครบ้าง

มีรายงานว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” มาจากเงินบริจาคจากงานวันชาติของปาตานีที่กำหนดไว้วันที่ 1 ส.ค. รวม 98 ล้าน แม้จะมีกระแสข่าวจากบางฝ่ายว่ามี “เงินเทา” จากขบวนการนอกกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม

ภาพรวมของสถานการณ์ในขณะนี้ จึงเป็นช่วงที่ภาครัฐทั้งรัฐบาลและกองทัพต้องแก้เกม และเรียกคะแนนนิยมกลับมา ในเมื่อรัฐทุ่มทุกสรรพกำลังลงไปแก้ไขปัญหาตลอด 22 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ก่อความไม่สงบยัง “วนลูป” กลับมาที่เดิม

อีกทั้งยังมีมติทางการเมืองในเรื่องของฐานเสียงของพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

จึงไม่แปลกที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ที่ก็รับผิดชอบกำลังประจำถิ่นอย่างอาสาสมัครรักษาดินแดนอยู่ด้วยจะ “ออกอาการ” และเรียกตัวช่วยอย่าง “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ที่ปรึกษาของนายกฯ มาหารือ

หรือแม้กระทั่งการสะท้อนความรู้สึกไปที่กองทัพต่อคำวิจารณ์ต่อข้อบกพร่องด้านการข่าว “ผมได้แสดงความกังวลและห่วงใยให้เขาได้รับทราบแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อธิบายกับประชาชนยาก เหตุที่เกิดขึ้นพร้อมกันนับ 10 นับ 100 ในห้วงสถานการณ์เดียวกัน เราจะบอกว่าเราไม่ทราบเลยก็แสดงว่าประสิทธิภาพใช้ไม่ได้เลย”

ในช่วงปลายปีงบฯ และการปรับเปลี่ยนโยกย้ายในช่วงปลายเดือนสิงหาคมเข้าสู่กันยายน จึงเป็นจังหวะของการ “แก้เกม” ทั้งความมั่นคง และการเมือง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ จะให้ความสำคัญกับข้อมูลของใคร และจะลงมาบัญชาเกมดับไฟใต้ด้วยตนเองหรือไม่.

The post “ใครรุก-ใครรับ”ในเกมไฟใต้ “การเมือง” กระตุก”กองทัพ” appeared first on .

ที่มา: ไทยโพสต์