“ณัฐพงษ์” ขู่ฝ่ายค้านไม่ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

“ณัฐพงษ์” ขู่ฝ่ายค้านไม่ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

“ณัฐพงษ์” ขู่ฝ่ายค้านไม่ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน หากรัฐบาลเคลียร์ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ จี้เปิดแผนให้ชัด ลั่น ปชน.มีแผน 12 ปี ใช้เงินเอกชน-รัฐวิสาหกิจ ไม่ต้องกู้สักบาท

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง มีวาระพิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานการประชุม

เริ่มจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเปิดว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการฟังจากรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี คือความชัดเจนของแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่าเงินกู้ 200,000 ล้านบาทในส่วนนี้จะนำไปใช้อย่างไร และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่โดยในส่วนเงินกู้ 200,000 ล้านบาทแรก ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการเยียวยาประชาชน ฝ่ายค้านไม่ได้ติดใจในประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แม้อาจมีข้อเสนอแตกต่างกันในเรื่องวิธีการส่งเงินเยียวยา

แต่สำหรับ เงินกู้ 200,000 ล้านบาทส่วนหลัง ซึ่งรัฐบาลระบุว่า จะนำไปใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ฝ่ายค้านเห็นว่ามีคำถามสำคัญทั้งเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนและรายละเอียดของแผนงานทั้งนี้ การตรา พ.ร.ก. เป็นช่องทางพิเศษของฝ่ายบริหาร จึงต้องมีเหตุผลเรื่องความจำเป็นและความเร่งด่วนที่ไม่สามารถใช้กระบวนการงบประมาณตามปกติได้ โดยแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัย แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐสภาจะหมดอำนาจในการตรวจสอบความเหมาะสมของการใช้ช่องทางพิเศษดังกล่าว

ดังนั้น สภาฯ ยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบว่า เงินกู้ 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอการจัดสรรผ่านงบประมาณปกติได้จริงหรือไม่

พร้อมตั้งคำถามว่า การนำเงินกู้ไปลงทุนในโครงการที่ติดคำว่า “พลังงานสะอาด” หรือ “โซลาร์รูฟท็อป” เพียงอย่างเดียว จะถือว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้จริงหรือไม่ และพรรคประชาชนไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แต่ต้องการเห็นแผนการลงทุนที่เป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไป เพราะประเทศไทยยังมีแหล่งเงินทุนอื่น ทั้งภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง รวมถึงกองทุนต่าง ๆ ที่สามารถร่วมลงทุนได้ พร้อมเปิดเผยด้วยว่า พรรคประชาชนมีข้อเสนอ แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานระยะ 12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 400,000 ล้านบาท แต่เงินส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมดไม่จำเป็นต้องมาจากการกู้เงินของรัฐบาล

เฟสที่ 1 ปี 2570-2573 เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก

เฟสที่ 2 ปี 2574-2577 ขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อรองรับการเปิดตลาดไฟฟ้าและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าประมาณ 87% ของประเทศภายในปี 2577

เฟสที่ 3 ปี 2578-2581 ขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ยกระดับสู่ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid รองรับการเปิดเสรีด้านพลังงาน และผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคอาเซียน

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรถใช้น้ำมันเป็นรถ EV แต่ต้องลงทุนตั้งแต่สถานีชาร์จ ห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไปจนถึงการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV ที่รัฐบาลระบุว่าจะใช้งบจากเงินกู้ 200,000 ล้านบาทนั้น ฝ่ายค้านไม่ได้คัดค้าน แต่ต้องการทราบว่าโครงการดังกล่าวเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอีก 5-10 ปีข้างหน้าอย่างไร ซึ่งไม่ต้องการเห็นรัฐบาลใช้วิกฤตเป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก. แล้วนำเงินเยียวยาประชาชนมาเป็น “ตัวประกัน” ก่อนจะไปหาโครงการต่าง ๆ มารองรับภายหลัง เพราะถ้ามีแผน ท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่ามีเป้าหมายอย่างไร”

นายณัฐพงษ์ ย้ำด้วยว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการไม่ใช่เงินกู้เพื่อซื้อของหรือแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศในระยะยาว พร้อมระบุชัดว่า หากรัฐบาลยังไม่สามารถอธิบายแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แหล่งเงิน และเหตุผลความจำเป็นในการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังย้ำด้วยว่า พรรคประชาชนพร้อมนำเสนอแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 12 ปี เพื่อแลกเปลี่ยนกับรัฐบาล หากเป้าหมายคือการยกระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเร่งใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในระยะสั้น

ที่มา: INN