ปลัดยธ.ใหม่ ลุยงานวันแรก! สั่ง DSI รายงานคดีเอกสารฮั้ว สว. รั่วใน 28 ส.ค. พร้อมแจงกรอบนิรโทษกรรม

ปลัดยธ.ใหม่ ลุยงานวันแรก! สั่ง DSI รายงานคดีเอกสารฮั้ว สว. รั่วใน 28 ส.ค. พร้อมแจงกรอบนิรโทษกรรม

เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง โดยในเวลา 09.09 น. ได้ทำพิธีสักการะพระพุทธภูมิพลาภิบาลทศพลญาณมุนี พระประจำกระทรวงยุติธรรม ณ บริเวณหอพระด้านหน้าอาคารกระทรวงยุติธรรม จุดธูปเทียนสักการะพระพุทธภูมิพลาภิบาลทศพลญาณมุนี กล่าวคำบูชาพระพุทธภูมิพลาภิบาลทศพลญาณมุนี ถวายพวงมาลัย และบันทึกภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกับคณะผู้บริหาร

เวลา 09.15 น. สักการะจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และศาลตายายบริเวณด้านหลังอาคารกระทรวงยุติธรรม โดยจุดธูปเทียน ถวายพานผลไม้ และถวายพวงมาลัยดอกดาวเรือง จากนั้นสักการะศาลตายาย

เวลา 09.30 น. เดินขึ้นไปยังห้องทำงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ชั้น 11 เพื่อสักการะพระพุทธรูป

เวลา 10.00 น. เดินทางไปยังห้องรับรอง ชั้น 3 อาคารกระทรวงยุติธรรม โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมแสดงความยินดี นำโดยนางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าหน่วยงานในกำกับ ร่วมแสดงความยินดี

จากนั้นเวลา 10.30 น. นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงยุติธรรมกับสื่อมวลชนประจำกระทรวงยุติธรรมว่า ตนขอแยกเป็นสองส่วน โดยเฉพาะวานนี้ (25 ส.ค.) ได้มีการประชุมผู้บริหารและชี้แจงไปแล้วว่า นโยบายที่ตนรับมาจะมาจากคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเน้น 7 ด้าน แต่ในส่วนตัวที่ตนเป็นข้าราชการประจำ ก็มีหน้าที่ผลักดันนโยบายให้ไปสู่การปฏิบัติ

ฉะนั้น แนวทางที่จะทำให้นโยบายเกิดผลสำเร็จจะต้องมีวิธีการและกระบวนการ โดยใจความสำคัญคือความรวดเร็วในการทำงาน เพราะในยุคนี้ การสื่อสารเชิงรุกต้องเข้าถึงประชาชน และสื่อสารให้เข้าใจง่าย ทำอย่างไรให้กฎหมายฟังแล้วเข้าใจง่ายขึ้น และรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น

นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีมและการใช้เครือข่ายบูรณาการเพื่อให้งานสำเร็จ จะต้องควบคู่ไปกับความสุข เพราะถ้าตนไม่สามารถทำให้คนในกระทรวงยุติธรรมมีความสุขได้ ตนจะสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไร

ทั้งนี้ นโยบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดก็ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เดิมทีตนเคยทำงานอยู่ทั้งในกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงาน ป.ป.ส. มาก่อน ฉะนั้น ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ทำลายประเทศชาติและเยาวชน สิ่งที่จะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การปราบปราม หรือการฟื้นฟูบำบัด เราจะทำเต็มที่

ทั้งนี้ เราจะทำอย่างไรให้การดำเนินงานมีคุณภาพและประชาชนเกิดความมั่นใจ รวมถึงทำอย่างไรไม่ให้สถานศึกษาหรือเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือหัวใจสำคัญที่เราจะทำให้สำเร็จลุล่วงต่อไป

ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมีสถานะเป็นกรรมการภายในคณะทำงานสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเฉพาะกรอบเวลาการเริ่มประชุมของคณะกรรมการฯ ว่า ทราบว่าจะมีการเชิญประชุมภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ส่วนผลและการขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ในที่ประชุมก็คงต้องมีการวางกรอบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ แนวทาง และอำนาจหน้าที่ ส่วนกรณีนักโทษลี้ภัยทางการเมืองจะเข้าข่ายกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่นั้น ตอนนี้ตนยังคงตอบไม่ได้ เนื่องจากยังต้องรอให้มีการประชุมเกิดขึ้นก่อน

ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่ DSI มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากเหตุที่ข้อมูลและพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ จนกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมว่า ภายในวันศุกร์นี้ (28 ส.ค.) ทาง DSI จะต้องมีการรายงานข้อมูลขึ้นมาให้ตนรับทราบ แต่ในส่วนของกระบวนการก็เป็นไปตามข่าวสารที่ปรากฏ ซึ่ง DSI ได้ไปดำเนินการแจ้งความเรียบร้อยแล้ว

ไม่ว่าใครเป็นคนนำเอกสารออกไป หรือใครเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนกรณีหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีเจ้าหน้าที่ภายในสังกัด DSI หรือคนในรัฐบาลชุดที่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ตนยังไม่สามารถตอบได้มากขนาดนั้น เนื่องจากอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบทางคดีอาญาของตำรวจกองบังคับการปราบปราม

เมื่อถามว่าข้อมูลส่วนบุคคลและหลักฐานในคดีที่หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นนี้ ซึ่งถูกใช้ในการพาดพิงถึงบุคคลที่สาม จะกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กร DSI หรือไม่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่า เราไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่า เนื้อหาส่วนนั้นจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด หรือมีการปรุงแต่งหรือไม่ อย่างไร เพราะสิ่งที่ทุกคนเห็นก็เป็นเพียงเอกสารแผ่นเดียวที่ปรากฏออกมา

ตนคิดว่าคนที่จะยืนยันได้ว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร ก็ต้องเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเอง

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่ DSI ไปแจ้งความดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลภายในสำนวน จะไม่เป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือดิสเครดิตใช่หรือไม่ เนื่องจากถือเป็นการตรวจสอบสาธารณะว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าสำนวนในคดี แม้จะเป็นเพียงบางส่วนหรือแค่แผ่นเดียว ก็เป็นเอกสารที่จะต้องถูกเปิดเผยในชั้นศาล

ฉะนั้น การที่ DSI รักษาสิทธิ์ของตัวเอง แล้วไปทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือทำให้สังคมได้ตรวจสอบ รวมไปถึงการดำเนินคดี ก็เป็นหน้าที่ของ DSI อยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช่ DSI แต่เป็นหน่วยงานอื่นที่ถูกนำเอกสารชั้นความลับออกไปเผยแพร่ ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้หน่วยงาน DSI ด้วย

อนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ของนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทัพยุติธรรมยุคใหม่ ทบทวนกระบวนงาน “อะไรเลิก-อะไรเริ่มใหม่-อะไรต่อยอด” ภารกิจกระทรวงยุติธรรม โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนา การบริหารราชการ และการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งน้อมนำพระปณิธานและพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำต่าง ๆ รวมถึงเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมฯ ในด้านต่าง ๆ โดยส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ผู้พ้นโทษมีอาชีพติดตัวและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

ในส่วนของนโยบายและแนวทางในช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่ง จุดเน้นคือการแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมโดยการบังคับใช้กฎหมาย และเน้นการให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกและรวดเร็ว โดยปรับแนวคิดอยู่เสมอว่า ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนคือ “ญาติ” ที่ต้องดูแลเหมือนคนในครอบครัว

นอกจากนโยบายที่ทำเพื่อประชาชนแล้ว ยังเน้นเรื่องการขับเคลื่อนความผาสุกของคนในองค์กร ต้องเข้าถึงง่าย รับฟัง เพื่อพัฒนาทุกด้านให้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าองค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้ คนทำงานต้องมีความสุข และความสำคัญของงานต้องควบคู่ไปกับความสำคัญของคน

ที่มา: เดลินิวส์