ปลัดยธ.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกาศนโยบายคืนความสุข ขีดเส้นดีเอสไอ แจงข้อมูลรั่วศุกร์นี้

ปลัดยธ.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกาศนโยบายคืนความสุข ขีดเส้นดีเอสไอ แจงข้อมูลรั่วศุกร์นี้

ปลัดยธ.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกาศนโยบายคืนความสุข ขีดเส้นดีเอสไอ แจงข้อมูลรั่วศุกร์นี้ เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 26สิงหาคม ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง โดยในเวลา 09.09 น. ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมแสดงความยินดี

นายปิยะศิริ ได้เปิดเผยถึงนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงยุติธรรมกับสื่อมวลชนประจำกระทรวงยุติธรรม ว่า ตนแยกเป็นสองส่วน โดยเฉพาะวานนี้ (25 ส.ค.) ได้มีการประชุมผู้บริหารและชี้แจงไปแล้วว่า นโยบายที่ตนรับมา จะมาจากคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เน้น 7 ด้าน แต่ในส่วนตัวที่ตนเป็นข้าราชการประจำ ก็มีหน้าที่ที่จะผลักดันนโยบายให้ไปสู่การปฏิบัติ ฉะนั้น แนวทางการที่จะทำให้นโยบายเกิดผลสำเร็จ มันจะต้องมีวิธีการและกระบวนการ ใจความสำคัญคือความรวดเร็วในการทำงาน เพราะในยุคนี้การสื่อสารเชิงรุกคือต้องเข้าถึงประชาชนและฟังเข้าใจง่าย ทำอย่างไรให้กฎหมายฟังแล้วเข้าใจง่ายขึ้น และรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น และนอกจากนี้ การทำงานเป็นทีมและการใช้เครือข่ายบูรณาการเพื่อที่งานจะสำเร็จได้นั้น จะต้องควบคู่กับความสุข ถ้าตนไม่สามารถทำให้กระทรวงยุติธรรมมีความสุขได้ ตนจะสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไร

ทั้งนี้ นโยบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดก็ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เดิมทีตนเคยทำงานอยู่ทั้งในกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ป.ป.ส. มาก่อน ฉะนั้น ยาเสพติดมันคือสิ่งที่ทำลายประเทศชาติและเยาวชน สิ่งที่จะต้องทำไม่ว่าจะเป็นการป้องกันหรือการปราบปรามหรือการฟื้นฟูบำบัด เราจะทำเต็มที่ ทั้งนี้ เราจะทำอย่างไรให้มันมีคุณภาพและประชาชนต้องเกิดความมั่นใจ ทำอย่างไรไม่ให้สถานศึกษาหรือเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือหัวใจสำคัญที่เราจะทำให้สำเร็จลุล่วงต่อไป

นายปิยะศิริ กล่าวถึงกรณีมีสถานะเป็นกรรมการ ภายในคณะทำงานสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเฉพาะกรอบเวลาการเริ่มประชุมของคณะกรรมการฯ ว่า ทราบว่าจะมีการเชิญประชุมภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ และส่วนผลและการขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลในที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ในที่ประชุมก็คงต้องมีการวางกรอบ กฎ เกณฑ์ต่าง ๆ แนวทาง และอำนาจหน้าที่ ส่วนกรณีนักโทษลี้ภัยทางการเมือง จะเข้าข่ายกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่นั้น ตอนนี้ตนยังคงตอบไม่ได้ เนื่องจากยังต้องรอให้มีการประชุมเกิดขึ้นก่อน

นายปิยะศิริ กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุที่ข้อมูลและพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ จนกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ว่า ภายในวันศุกร์นี้ (28 ส.ค.) ทางดีเอสไอจะต้องมีการรายงานข้อมูลขึ้นมาให้ตนรับทราบ แต่ในส่วนกระบวนการก็เป็นไปตามข่าวสารที่ปรากฏ ซึ่งดีเอสไอได้ไปดำเนินการแจ้งความเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าใครเป็นคนนำเอกสารออกไป หรือใครเป็นผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนกรณีว่าหากมีตรวจสอบแล้วพบว่ามีเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดดีเอสไอ หรือคนในรัฐบางชุดที่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ตนยังไม่สามารถไปตอบได้มากขนาดนั้น เนื่องจากมันอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบทางคดีอาญาของตำรวจกองบังคับการปราบปราม

เมื่อถามว่าข้อมูลส่วนบุคคลและหลักฐานในคดีที่หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นนี้ ซึ่งถูกใช้ในการพาดพิงถึงบุคคลที่สาม จะกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรดีเอสไอหรือไม่นั้น นายปิยะศิริ กล่าวว่า เราไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่าเนื้อหาส่วนนั้นจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด หรือมีการปรุงแต่งหรือไม่ อย่างไร เพราะที่ทุกคนเห็น มันก็เป็นแค่เอกสาร เพียงแผ่นด้านหน้า ซึ่งตนคิดว่าคนที่จะยืนยันได้ว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร ก็ต้องเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเอง

นายปิยะศิริ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลภายในสำนวน จะไม่เป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือดิสเครดิตใช่หรือไม่ เพราะก็ถือเป็นการตรวจสอบสาธารณะนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าสำนวนในคดี แม้จะบางส่วนหรือแค่แผ่นเดียว มันเป็นเอกสารที่จะต้องถูกเปิดเผยในชั้นศาล ฉะนั้น การที่ดีเอสไอรักษาสิทธิ์ของตัวเอง แล้วไปทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือทำให้สังคมได้ตรวจสาธารณะด้วย รวมไปถึงการดำเนินคดีก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไออยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช่ดีเอสไอแต่เป็นหน่วยงานอื่นที่ถูกนำเอาเอกสารชั้นความลับหลุดออกไป เขาก็ต้องดำเนินการเหมือนกัน ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้หน่วยงานดีเอสไอด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ของนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทัพยุติธรรมยุคใหม่ ทบทวนกระบวนงาน อะไรเลิก – อะไรเริ่มใหม่ – อะไรต่อยอด ภารกิจกระทรวงยุติธรรม โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนา การบริหารราชการ และการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพระปณิธานและพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำต่าง ๆ รวมถึงเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมฯ ในด้านต่าง ๆ โดยส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง เพื่อพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ผู้พ้นโทษมีอาชีพติดตัวและพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว

ในส่วนของนโยบายแนวทางและนโยบายในช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่ง จุดเน้น คือ การแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมโดยการบังคับใช้กฎหมาย และเน้นการให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว โดยปรับแนวคิดเสมอว่า ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน คือ “ญาติ” ที่ต้องดูแลเหมือนคนในครอบครัว และนอกจากนโยบายที่ทำเพื่อประชาชนแล้ว ยังเน้นเรื่องขับเคลื่อนความผาสุกของคนในองค์กร ต้องเข้าถึงง่าย รับฟัง เพื่อพัฒนาทุกด้านให้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าองค์กรที่จะสำเร็จได้ คนทำงานต้องมีความสุข ความสำคัญของงาน ต้องควบคู่กับความสำคัญของคน

ที่มา: มติชน