ยิ่งใกล้วันที่มีการลงมติ “คดีฮั้ว สว.” การต่อสู้ระหว่างฝ่ายกล่าวหา และถูกกล่าวหามีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะซีกรัฐบาลตั้งคำถามกับ “ไอลอว์” และ “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า นำข้อมูลในการสอบสวนออกมาได้อย่างไร รวมถึงการใช้โทรศัพท์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในสำนวน ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนตัว ขณะที่มีการแจ้งความดำเนินคดี โดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีสำนวนสอบคดีฮั้ว สว. ถูกนำมาเผยแพร่
“นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรมยอมรับว่า สำนวนของดีเอสไอในคดีฮั้ว สว.หลุด ว่า มีกฎหมายอยู่แล้ว ใครเอาเอกสารทางราชการออกมา ก็มีการระบุความผิดไว้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับตน อยู่ที่หน่วยงานจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร เมื่อถามว่า ข้อมูลหลุดมาจากรัฐมนตรีคนก่อนใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะไปรู้ได้อย่างไร การแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ เขาจะโดนกล่าวหาว่า ทำเอกสารรั่วออกไป เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้วจะได้มีช่องที่จะบอกได้ เอกสารมันรั่วออกไปได้อย่างไร “มันไม่ควรนะ เป็นเอกสารทางราชการ” เมื่อถามต่อว่าจะมองเจตนาของคนปล่อยข้อมูลอย่างไร เป็นการหวังทำลายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ใช่เจตนาดีแน่นอน ไม่เห็นต้องถามเลย”
ด้าน “นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีดีเอสไอตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากเหตุสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ ว่า ภายในวันศุกร์นี้ (28 ส.ค.) ดีเอสไอต้องรายงานข้อมูลขึ้นมาให้รับทราบ ซึ่ง ดีเอสไอแจ้งความเรียบร้อยแล้ว หากพบมีเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดดีเอสไอ หรือคนในรัฐบาลชุดที่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น อยู่ที่กระบวนการตรวจสอบทางคดีอาญา ของกองบังคับการปราบปราม ส่วนเนื้อหาจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด หรือปรุงแต่งหรือไม่ คนที่จะยืนยันได้ ต้องเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเอง ขณะที่เสียงวิจารณ์ว่าดีเอสไอฟ้องปิดปากนั้น ต้องเข้าใจว่าสำนวนในคดี แม้จะบางส่วน หรือแค่แผ่นเดียว เป็นเอกสาร ต้องถูกเปิดเผยในชั้นศาล ดีเอสไอต้องรักษาสิทธิตัวเอง ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ต่อให้ไม่ใช่ดีเอสไอ แต่เป็นหน่วยงานอื่น ที่ถูกนำเอาเอกสารชั้นความลับหลุดออกไป เขาก็ต้องดำเนินการเหมือนกัน จึงอยาก ขอความเป็นธรรม ให้ดีเอสไอด้วย
ขณะที่ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านฯ ให้สัมภาษณ์กรณีดีเอสไอฟ้องร้องผู้นำเอกสารผลการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว.ออกมาเปิดเผย ว่า สังคมอยากรับรู้ความจริง ไม่ว่าแหล่งข้อมูลนั้น จะได้มาจากที่ใด หากเป็นความจริง สังคมก็ควรได้รับรู้ รัฐบาลอาจอ้างเรื่องชั้นความลับ หรืออำนาจทางกฎหมาย เพื่อพยายามปิดปาก คนที่ตีแผ่ความจริงหรือไม่ ดังนั้นหากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจ พร้อมที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องนี้เอง ก็ไม่ควรแสดงความเห็นแบบนี้ ทำให้พวกเราไม่กล้าส่งเสียงเรียกร้อง เมื่อถามว่า มีสัญญาณว่า จะมีการสังเวย สว.บางคน แต่ไม่ไปถึงระดับตัวการใหญ่ ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง หรือรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็ให้กำลังใจกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งเรื่องให้ศาล กกต.ไม่ได้มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดจนสิ้นข้อสงสัย เพราะหลักฐานที่เปิดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรเชื่อได้ว่า มีการโกงเลือกสว.เกิดขึ้นจริง หากเกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็คงยื่นเรื่องดำเนินคดีกับ กกต.
คงต้องรอดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถตามหาได้หรือไม่ สำนวนการสอบสวนคดีฮั้ว สว. หลุดออกมาเป็นฝีมือของใคร ยิ่งจับสัญญาณจาก “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่เชื่อว่าใครนำเอกสารสำคัญออกมา ตามหาไม่ยาก คงมีความมั่นใจ รู้ว่า ใครเป็นคนกระทำ คำถามจะเป็นใครที่สังคมคาดเดาหรือไม่
มีความเคลื่อนไหวที่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยศาล รธน.ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน 5 ปากในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาล รธน. มาตรา 213 กรณี กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 โดยกำหนดรูปแบบ และจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อ รธน. มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. ได้มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย
ทั้งนี้สำหรับพยานจำนวน 5 ปากเป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ทาง กกต. โดย “ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร” รองเลขาธิการ กกต. ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง และก่อนเริ่มการไต่สวน นายวิรุฬห์ แสงเทียน ตุลาการซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไต่สวน ได้แจ้งคู่กรณีว่า เนื่องจาก ได้รับการร้องขอ จากประธาน กกต. และบริษัทผู้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. ขอไม่ให้พิจารณาคดีโดยเปิดเผย โดยการไต่สวนใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง โดยศาลฯ ได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีซักถามพยานบุคคลทั้ง 5 ปากเพิ่มเติม ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รธน. พ.ศ. 2561 มาตรา 60 วรรคสาม และได้บันทึกการไต่สวนด้วยเครื่องบันทึกภาพและเสียงเสร็จสิ้นแล้ว
จากนั้น “นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม” ประธานศาล รธน. ได้แจ้งต่อคู่กรณีว่า ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุจำเป็นต้องเดินเผชิญสืบ พยานหลักฐานนอกที่ทำการศาล ตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 โดยมอบหมายให้ นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายนพดล เทพพิทักษ์ และ หน่วยงานที่รับผิดชอบสำนวน ร่วมตรวจสอบหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และอุปกรณ์การเลือกตั้งทั้งหมดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ส.ค. เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป โดยให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากฝ่ายใดไม่เข้าร่วมตามกำหนดให้ถือว่าไม่ติดใจ
ทั้งนี้ ศาล รธน.ได้กำหนดขั้นตอนหลังจากนี้ โดยอนุญาตให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. 69 หากไม่ยื่นตามกำหนดให้ถือว่าไม่ติดใจ และได้นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 69 เวลา 09.30 น. ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการในวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
ต้องยอมรับเรื่อง คดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ถือว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากศาล รธน.วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เท่ากับต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งการเมืองต้องมีการรีเซตกันใหม่ ซึ่งถือเป็น ความต้องการของพรรคฝ่ายค้าน ต้องรอดูบทสรุปจะจบอย่างไร
ทีมข่าวการเมือง
ที่มา: เดลินิวส์