ทุกวันนี้ การรบทางอากาศระยะประชิดเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นสงคราม เพียงแต่การบินรบระยะใกล้ อยู่ในรูปแบบที่ล้ำสมัยขึ้น ตามการพัฒนาของเทคโนโลยีการบินและระบบอาวุธ ปัจจุบัน เครื่องบินขับไล่ไอพ่นไม่สามารถทำ Dogfight ในรูปแบบเดียวกับเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แล้ว เนื่องจากความเร็ว เช่นเดียวกับที่เครื่องบินในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่ได้รบระยะประชิดในรูปแบบเดียวกับเครื่องบินในสงครามโลกครั้งที่ 1 เครื่องบินขับไล่โจมตียุคใหม่ มีท่าทางการบินที่เปลี่ยนไป เร็วขึ้นมาก ทนทานต่อแรงจีสูง มีระบบอาวุธและเทคโนโลยีการตรวจจับและมองเห็นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทักษะการรบแบบ Dogfight ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญและมีความจำเป็นสำหรับนักบินขับไล่ทุกคน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินทางทหารให้เหตุผลว่า ในอนาคต ทำไมเครื่องบินรบยุคใหม่ในเจเนอเรชันที่ 6 และ 7 ถึงมีแนวโน้มที่จะต้องรบระยะประชิด หรือ Dogfight บ่อยครั้งกว่าเครื่องบินในยุคเจเนอเรชันที่ 4 และ 5
ความเร็วในการบินที่สูงมากเครื่องบินรบทั้ง J-10C และ JAS-39 มีความเร็วสูงถึง Mach 2.0-2.2 ด้วยความเร็วที่สูงระดับนั้น เครื่องบินของทั้งสองฝ่ายจะบินข้ามระยะทางที่กั้นระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วมาก จนบีบให้ต้องเปิดฉากประจัญหน้า (Merge) และเข้าสู่การรบระยะประชิดในที่สุด
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล่องหน (Stealth)เมื่อเทคโนโลยีล่องหนพัฒนาไปไกลขึ้น เครื่องบินจะยิ่งตรวจจับได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าฝ่ายตรงข้ามจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกันก็ต่อเมื่อพวกเขาลอยลำเข้ามาใกล้กันมากแล้ว และสุดท้ายก็ต้องเข้าปะทะกันซึ่งหน้าในระยะประชิด
การฝึกผสม FALCON STRIKE เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2558 (ค.ศ. 2015) จากความตกลงร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย (RTAF) และกองทัพอากาศกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAAF) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี การตั้งรับทางอากาศร่วมกัน ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและแลกเปลี่ยนยุทธวิธีระหว่างสองกองทัพการฝึกมักใช้พื้นที่กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี (รวมถึงกองบิน 1 นครราชสีมา ในช่วงปีแรกๆ) เป็นหลัก โดยพัฒนาจากการฝึกรบทางอากาศระดับพื้นฐาน ไปสู่ยุทธวิธีซับซ้อนและการฝึกปฏิบัติการร่วมรูปแบบใหม่ๆวิวัฒนาการและการพัฒนาในแต่ละปี
FALCON STRIKE 2015 (ครั้งที่ 1)จัดขึ้น ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์การฝึกรบทางอากาศแบบ Dogfight (Basic Fighter Maneuvers) ระหว่างสองชาติ โดยไทยส่งเครื่องบิน Gripen C/D เข้าร่วม ส่วนจีนส่ง J-11 (Su-27 เวอร์ชันจีน)
FALCON STRIKE 2017 – 2018 (ครั้งที่ 2 - 3)ปรับย้ายมาฝึกหลัก ณ กองบิน 23 อุดรธานี เพิ่มระดับความซับซ้อนเป็นการฝึกการยิงระยะนอกสายตา (Beyond Visual Range - BVR) และยุทธวิธีร่วม โดยจีนเริ่มนำเครื่องบินขับไล่ตระกูล J-10A/B เข้ามาร่วมฝึกFALCON STRIKE 2019 (ครั้งที่ 4):ก้าวสำคัญของการพัฒนาเมื่อจีนจัดส่งเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 ล้ำสมัยอย่าง J-10C มาฝึกนอกประเทศเป็นครั้งแรก พร้อมเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ KJ-500 เข้าร่วม ทำให้บทบาทการฝึกขยายไปสู่การครองอากาศ (Air Superiority) และการเชื่อมต่อข้อมูลยุทธ การเว้นการฝึกปี 2020 – 2021 งดการฝึกชั่วคราวอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19
FALCON STRIKE 2022 (ครั้งที่ 5)กลับมาฝึกอีกครั้งภายหลังสถานการณ์โควิดผ่อนคลาย โดยเน้นการฝึกการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support - CAS) การครองอากาศ และการปฏิบัติการป้องกันทางอากาศแบบผสม
FALCON STRIKE 2023 – 2024 (ครั้งที่ 6 - 7)ขยายรูปแบบมิติการฝึกให้ครอบคลุมการปฏิบัติการกลางคืน การต่อสู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) รวมถึงนำยุทโธปกรณ์สนับสนุน เช่น เครื่องบินลำเลียง Y-20 เข้าร่วม เพื่อทดสอบระบบส่งกำลังบำรุงทางอากา
FALCON STRIKE 2025 (ครั้งที่ 8)เพิ่มการยกระดับยุทธวิธีร่วมและการรบในสภาวะแวดล้อมจำลองที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อเน้นการประสานงานและเรียนรู้ระบบบัญชาการของกันและกัน
FALCON STRIKE 2026 (ครั้งที่ 9 - ปัจจุบัน)ปรับโครงสร้างการฝึกโดยไม่ได้เน้นเพียงแค่ภารกิจทางยุทธวิธีรบ (Joint Air Defense) แต่มีการบูรณาการยุทโธปกรณ์ภาคพื้นดิน ระบบป้องกันทางอากาศ Surface-to-Air Missile และเพิ่มมิติ ภารกิจมนุษยธรรมและการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอย่างเป็นทางการ
จุดเด่นที่ทำให้ FALCON STRIKE ถูกจับตามองการเผชิญหน้าของเทคโนโลยีตะวันตกและตะวันออก กองทัพอากาศ ใช้เครื่องบินขับไล่มาตรฐานสวีเดน/สหรัฐฯ (JAS-39 Gripen / Alpha Jet) ในขณะที่จีนนำเครื่องบินขับไล่สายพันธุ์หลัก (J-10C, J-11) เข้าทดสอบ ทำให้เป็นหนึ่งในพื้นที่การฝึกไม่กี่แห่งในโลกที่เทคโนโลยีการรบสองค่ายได้ทดสอบฝีมือกันการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน: ฝ่ายไทยได้เรียนรู้ยุทธวิธีและระบบการทำงานของระบบเตือนภัย/เครื่องบินระดับท็อปจากจีน ส่วนฝ่ายจีนได้ศึกษารูปแบบการฝึกตามมาตรฐาน NATO/ตะวันตกที่กองทัพอากาศไทยเชี่ยวชาญสรุปจุดเด่นและเปรียบเทียบขีดความสามารถระหว่าง J-10C กับ Gripen C/D
1. ระบบเรดาร์และการรบนอกสายตา (BVR - Beyond Visual Range)J-10C (จีน) ได้เปรียบด้านเทคโนโลยีเรดาร์ AESA ที่ส่งกำลังตรวจจับได้ไกลกว่า ทนทานต่อการกวนสัญญาณได้สูง ประกอบกับจรวดอาวุธปล่อยนำวิถี PL-15 ที่มีระยะยิงไกลมาก (เกิน 150-200 กม.) ทำให้ J-10C มีระยะทำการยิงแรก (First-look, First-shoot) ในการรบระยะไกลได้เปรียบ Gripen รุ่น C/D
Gripen C/D (ไทย) ใช้เรดาร์ PS-05/A (รุ่นดั้งเดิม) ระยะตรวจจับสั้นกว่า แต่ได้จุดแข็งจากการรองรับจรวด Meteor และระบบ Data Link (Link-T / Link-16) ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับเครื่องบินเตือนภัย Saab 340 ERIEYE ของไทย สามารถทำการรบแบบเปิดเรดาร์น้อยที่สุด แล้วรับข้อมูลเป้าหมายจากเครื่องบินเตือนภัยแทนได้
2. อัตราแรงดันต่อน้ำหนัก และความคล่องตัว (Dogfight)J-10C (จีน) เครื่องยนต์ขนาดใหญ่แรงดันสูง ประกอบกับการใช้นำเข้าอากาศแบบ DSI (Diverterless Supersonic Inlet) ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มการไหลของอากาศ ทำให้ J-10C มีอัตราไต่ระดับ Acceleration และกำลังเครื่องยนต์ที่ได้เปรียบในย่านความเร็วสูง
Gripen C/D (ไทย) มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบากว่ามาก (Wing Loading ต่ำ) เมื่อเข้าสู่การรบระยะประชิด (Dogfight) Gripen มีเลี้ยววงแคบ (Turn Rate) และอัตราการเปลี่ยนทิศทางที่ว่องไวมาก ผสานกับระบบศูนย์เล็งหมวกบิน (HMD) และจรวด IRIS-T ทำให้เป็นเครื่องบินที่อันตรายมากในการพันตูระยะใกล้
3. ระบบเชื่อมโยงข้อมูลและสถาปัตยกรรมตัวรถ (Data Link & Avionics)J-10C เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายของกองทัพจีน ทำงานร่วมกับ KJ-500 ได้อย่างสมบูรณ์แบบGripen สถาปัตยกรรมระบบเปิด (Open Architecture) และการถ่ายโอนข้อมูลทางยุทธวิธีอัตโนมัติระหว่างฝูงบิน Gripen แบบเรียลไทม์ ทำให้แชร์ข้อมูลสถานการณ์สนามรบ (Situational Awareness) ได้ละเอียดแม่นยำ
4. ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษาGripen ขึ้นชื่อเรื่องค่าใช้จ่ายต่อตัวชั่วโมงบินที่ต่ำที่สุดรุ่นหนึ่งในโลก ($4,000–$5,000 ต่อชั่วโมงบิน) ออกแบบให้ซ่อมบำรุงง่าย ใช้รันเวย์ชั่วคราวหรือถนนหลวงในการวิ่งขึ้น-ลงได้
J-10C ตัวเครื่องจะมีขนาดใหญ่กว่าและมีกำลังเครื่องยนต์สูง ทำให้มีค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงและภาระการส่งกำลังบำรุงสูงกว่า Gripen C/D สำหรับ J-10C ได้เปรียบในเรื่องขนาดและกำลังเครื่องยนต์ เทคโนโลยีเรดาร์ AESA และระยะยิงของจรวด BVR ในขณะที่ Gripen C/D ของไทย ได้เปรียบในเรื่องความคล่องตัวระยะใกล้ ความยืดหยุ่น ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการที่ประหยัดกว่า และการทำสงครามข่าวสารผ่าน Data Link ร่วมกับ AEW&C
เปรียบเทียบสมรรถนะและขีดความสามารถระหว่าง JAS-39C/D Gripen (ทอ.ไทย) และ Chengdu J-10C (ทอ.จีน) ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่แบบเครื่องยนต์เดียว ยุค 4.5 ที่ใช้การออกแบบปีกสามเหลี่ยมพร้อมปีกหน้า (Canard-Delta) ทั้งคู่
ข้อเปรียบเทียบด้านข้อมูลสเปกพื้นฐาน
พิกัดน้ำหนักตัวเครื่อง
JAS-39C/D Gripen เครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา (Lightweight)
Chengdu J-10C เครื่องบินขับไล่น้ำหนักปานกลาง (Medium-weight)
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (MTOW)
JAS-39C/D Gripen ประมาณ 14,000 กก. (14 ตัน)
Chengdu J-10C: ประมาณ 19,200 กก. (19.2 ตัน)
เครื่องยนต์
JAS-39C/D Gripen Volvo RM12 จำนวน 1 เครื่องยนต์
Chengdu J-10C WS-10B/C Taihang จำนวน 1 เครื่องยนต์
แรงดันส่งสูงสุด (Afterburner)
JAS-39C/D Gripen: ประมาณ 18,100 ปอนด์ (~80.5 kN)
Chengdu J-10C ประมาณ 32,000 ปอนด์ (~142 kN)
ความเร็วสูงสุด
JAS-39C/D Gripen Mach 2.0
Chengdu J-10C Mach 1.8 - 2.2
ระบบเรดาร์หลัก
JAS-39C/D Gripen: PS-05/A (Pulse-Doppler / Planar Array)
Chengdu J-10C Active Electronically Scanned Array (AESA)
อาวุธรบระยะนอกสายตา (BVR)
JAS-39C/D Gripen AIM-120C-5 / Meteor
Chengdu J-10C PL-15 / PL-15E
อาวุธรบระยะใกล้ (Dogfight)
JAS-39C/D Gripen: IRIS-T
Chengdu J-10C: PL-10
สรุปจุดเด่นและการวิเคราะห์ขีดความสามารถ
1. ระบบเรดาร์และการรบนอกสายตา (BVR - Beyond Visual Range)
J-10C (จีน) ได้เปรียบด้านเทคโนโลยีเรดาร์ AESA ที่ส่งกำลังตรวจจับได้ไกลและทนทานต่อการกวนสัญญาณสูง ทำงานร่วมกับจรวดนำวิถี PL-15 ที่มีระยะยิงไกลมาก (เกิน 150-200 กม.) ทำให้ได้เปรียบเรื่องการตรวจจับและเปิดฉากยิงก่อนในระยะไกล
Gripen C/D (ไทย) ใช้เรดาร์ PS-05/A รุ่นดั้งเดิมระยะตรวจจับสั้นกว่า แต่ทดแทนด้วยระบบ Data Link (Link-T / Link-16) ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับเครื่องบินเตือนภัย Saab 340 ERIEYE ทำให้สามารถรับข้อมูลเป้าหมายจากเครื่องบินเตือนภัยแล้วเข้าโจมตีโดยไม่ต้องเปิดเรดาร์เครื่องเพื่อซ่อนตัวได้
2. กำลังเครื่องยนต์และความคล่องตัว (Dogfight)
J-10C (จีน) ได้เปรียบเรื่องกำลังเครื่องยนต์ที่สูงกว่ามาก รวมถึงใช้นำเข้าอากาศแบบ DSI ช่วยให้มีอัตราไต่ระดับ อัตราเร่ง และพลังในการครองอากาศย่านความเร็วสูงที่ดีเยี่ยม
Gripen C/D (ไทย) ตัวลำมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบากว่า (Wing Loading ต่ำ) ทำให้ในระยะประชิด (Dogfight) Gripen มีวงเลี้ยวที่แคบ เปลี่ยนทิศทางได้ว่องไวมาก เมื่อทำงานร่วมกับศูนย์เล็งหมวกบิน (HMD) และจรวด IRIS-T จึงอันตรายมากกว่าในการบินรบระยะประชิด
3. ระบบเชื่อมโยงข้อมูลและภาพสถานการณ์สนามรบ
J-10C (จีน) ทำงานร่วมกับระบบเครือข่ายของกองทัพจีนและเชื่อมต่อข้อมูลกับเครื่องบินเตือนภัย KJ-500 ได้สมบูรณ์แบบ
Gripen (ไทย) เด่นเรื่องสถาปัตยกรรมระบบเปิด (Open Architecture) และการแชร์ภาพสถานการณ์สนามรบ (Situational Awareness) ระหว่างฝูงบิน Gripen ด้วยกันเองแบบเรียลไทม์
4. ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษา
Gripen (ไทย) ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินต่ำมาก ($4,000–$5,000 ต่อชั่วโมงบิน) ออกแบบให้ซ่อมบำรุงง่าย และสามารถวิ่งขึ้น-ลงบนรันเวย์ชั่วคราวหรือถนนหลวงได้
J-10C (จีน) ตัวเครื่องใหญ่กว่า มีกำลังเครื่องยนต์สูงกว่า แต่แลกมาด้วยภาระและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่สูงกว่า Gripen C/D
จากการฝึก FALCON STRIKE ที่ผ่านมากองทัพอากาศทั้งสองประเทศไม่ได้มีการประกาศผลแพ้-ชนะอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นวัตถุประสงค์เพื่อการฝึกซ้อมร่วมและแลกเปลี่ยนยุทธวิธี
อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูผลการฝึกในเชิงยุทธวิธี ( tactical outcome) ที่ได้รับรายงานและนำมาวิเคราะห์กันในวงการการบินทหาร ผลสรุปจะแบ่งออกเป็น 2 มิติชัดเจนตามระยะการรบ
การรบระยะนอกสายตา (Beyond Visual Range - BVR)ความได้เปรียบ ในการฝึกช่วงแรกๆ Gripen ของไทยใช้ประโยชน์จากระบบ Data Link การบริหารจัดการข้อมูลในห้องนักบิน และระยะยิงของจรวด BVR ทำคะแนนสังหาร (Kill Ratio) ได้เหนือกว่าเครื่องบินตระกูล J-11 ของจีนอย่างเห็นได้ชัดในระยะไกล แต่ในระยะหลังการมาของ J-10C ที่มีเรดาร์ AESA และจรวด PL-15 ก็ทำให้ด่าน BVR ของจีนมีความน่ากลัวและบีบช่องว่างนี้ลงได้มาก
การรบระยะประชิด (Visual Range / Dogfight)
ฝั่งที่ได้เปรียบ จีน (J-11 / J-10C) เมื่อเข้าสู่การบินรบระยะใกล้ จีนได้เปรียบด้วยสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่า แรงดันส่ง (Thrust-to-weight ratio) สูงกว่า และอัตราเร่งที่ดีกว่า ทำให้เครื่องบินของจีนทำคะแนนในการยุทธ์ทางอากาศระยะประชิดได้ดีกว่า
ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับชัยชนะและบทเรียนในมิติที่ต่างกัน กองทัพอากาศไทย ได้เรียนรู้การรับมือกับเครื่องบินรบขนาดใหญ่และยุทธวิธีของจีน ส่วนจีนก็ได้เรียนรู้รูปแบบการรบและการใช้ Data Link ตามมาตรฐานตะวันตกจากกองทัพอากาศไทย.อาคม รวมสุวรรณE-Mail chang.arcom@thairath.co.th Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/
ที่มา: ไทยรัฐ