เกาหลีเหนือเดือด สหรัฐขายขีปนาวุธให้เกาหลีใต้ ขู่ตอบโต้รุนแรง

เกาหลีเหนือเดือด สหรัฐขายขีปนาวุธให้เกาหลีใต้ ขู่ตอบโต้รุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ว่ากระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี ( เคซีเอ็นเอ ) ประณามสหรัฐ ที่อนุมัติการขายขีปนาวุธและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้แก่เกาหลีใต้ พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้ “อย่างรุนแรงและทันที” ต่อการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ในหลายด้าน

แถลงการณ์ดังกล่าวของรัฐบาลเปียงยางมีขึ้น ในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ พยายามรื้อฟื้นการติดต่อกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยแสดงความสนใจที่จะพบหารือกันอีกครั้ง และระบุว่า นายคิมตอบรับการติดต่อของเขาแล้วอย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลเปียงยางยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนในการกลับเข้าสู่การเจรจา

North Korea condemns US arms sale to South Korea, vows strong response https://t.co/yRULXVfi3H

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือระบุว่า การที่สหรัฐแสดงท่าทีเปิดกว้างต่อเกาหลีเหนือ ยังคงสะท้อนถึง “ความเป็นปฏิปักษ์” เช่นเดิม

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือวิจารณ์ว่า ในปีนี้สหรัฐอนุมัติการขายระบบอาวุธหลายประเภทให้แก่เกาหลีใต้ ทั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศขั้นสูง เฮลิคอปเตอร์โจมตีทางเรือ เฮลิคอปเตอร์โจมตี และระเบิดนำวิถีแม่นยำ

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอนุมัติการขายขีปนาวุธอากาศสู่อากาศทางยุทธวิธี เอไอเอ็ม-9เอ็กซ์ ไซด์ไวน์เดอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่าราว 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4,100.38 ล้านบาท ) ให้แก่เกาหลีใต้ ซึ่งเกาหลีเหนือระบุว่า การขายอาวุธดังกล่าวถือเป็น “ภัยคุกคามครั้งใหม่” ต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลเปียงยางยังวิจารณ์แผนของสหรัฐ ที่เตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อบันทึกสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ โดยกล่าวหาว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างความไม่มั่นคงภายในประเทศ พร้อมกล่าวหาว่า สหรัฐสนับสนุนให้เกาหลีใต้เพิ่มขีดความสามารถในการทำสงคราม

เกาหลีเหนือเตือนด้วยว่า การผนวกรวมด้านการทหารระหว่างสหรัฐกับชาติพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่กำลังเร่งตัวขึ้น ส่งผลกระทบในทางลบต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของภูมิภาค.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GRTTY IMAGES

ที่มา: เดลินิวส์