คุณ Matrix Choong, Regional Sector Business Manager (Service-IoT) for ASEAN จาก Advantech กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางการประยุกต์ใช้ Edge Computing, AI และ IoT เพื่อพัฒนาโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ โดยมี WISE-IoT Platform เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยง Hardware, Software และ Services ให้สามารถทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์และเซ็นเซอร์ การประมวลผลด้วย Edge AI ไปจนถึงการนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ การบริหารจัดการ และการตัดสินใจแบบเรียลไทม์
สำหรับแนวทางการทำงานร่วมกับพันธมิตรผ่าน Partner-Centric Business Model และการนำ WISE-IoT Platform มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างในการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ เซ็นเซอร์ และระบบต่าง ๆ โดยรองรับการเชื่อมต่อผ่านโปรโตคอลอุตสาหกรรมและ IoT เช่น Modbus และ MQTT เพื่อรวบรวมและส่งต่อข้อมูลจากหน้างานไปยังระบบ Monitoring, Dashboard, Analytics และ AI สำหรับนำไปวิเคราะห์และพัฒนาต่อยอดเป็นโซลูชันสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม
“แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบ และเปิดโอกาสให้ System Integrators และพันธมิตรสามารถนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นโซลูชันเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมได้มากขึ้น”
ขณะที่ คุณ Joel Ong, Business Development Manager จาก Advantech Singapore นำเสนอแนวคิด AI Teammates หรือ AI Agent ที่สามารถทำงานบน Edge โดยมีกระบวนการตั้งแต่การกำหนดบทบาท ฝึกฝนความรู้ ติดตั้งใช้งาน และประเมินผล เพื่อรองรับงานบริการและการปฏิบัติงานในสถานที่จริง แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนา AI จากการประมวลผลข้อมูลไปสู่การช่วยสนับสนุนการทำงานของบุคลากร
ด้าน คุณ Kunna Karunanithee, Head of Business Development จาก Tapway Sdn. Bhd. ประเทศมาเลเซีย ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้ระบบ City OS, Shogun OS และ SamurAI ร่วมกับ Edge AI ของ Advantech สำหรับงาน Smart City โดยรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ เช่น ระดับน้ำ ปริมาณน้ำฝน สภาพอากาศ การจราจร และพลังงาน เพื่อใช้ในการติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการบริหารจัดการเมือง รวมถึงการแสดงข้อมูลผ่านระบบ Digital Twin และการแจ้งเตือนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง
คุณวิษณุพงษ์ วงศ์วาสน์, Co-CEO จาก Adasoft Co., Ltd. นำเสนอการผสาน AdaPos+ Transaction & Workflow Intelligence กับ WISE-IoT Edge AI & Sensing เพื่อจัดการกับประเด็นด้านข้อมูลที่กระจัดกระจาย สินค้าสูญหาย การบริหารแรงงาน และการใช้พลังงาน โดยเน้นการเริ่มต้นจาก Use Case ที่สามารถวัดผลได้ ก่อนขยายการใช้งานในระดับที่กว้างขึ้น
นอกจากนี้ คุณรสรินทร์ เขื่อนมั่น, Business Development Manager ดูแลด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และการพัฒนาโซลูชัน จาก Advantech Thailand ได้นำเสนอกรณีศึกษา Smart Access Control & Staff Attendance Solution สำหรับอาคารภาครัฐในประเทศไทย ซึ่งนำ AI, QR Check-in และ Dashboard มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่และการควบคุมการเข้าออก โดยคำนึงถึงข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลและมาตรฐานความปลอดภัยสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง
อีกหนึ่งส่วนสำคัญของงานคือ Solution Showcase ซึ่งนำโซลูชันจาก Advantech และพันธมิตรมาจัดแสดงและสาธิตการทำงานจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพการเชื่อมต่อเทคโนโลยีตั้งแต่ Sensor และอุปกรณ์หน้างาน > IoT Connectivity > Edge AI > Dashboard และการนำข้อมูลไปใช้ในงานจริง
ภายในโซนจัดแสดงมีทั้งระบบ Dry Cabinet Monitoring ที่ใช้เซ็นเซอร์ LoRaWAN ตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และสถานะการเปิด-ปิด พร้อมส่งข้อมูลผ่าน USM-S67 (Advantech LoRaWAN & Wi-Fi Gateway) ไปยังระบบ Dashboard เพื่อช่วยติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์
AI Camera & Edge Computing จาก Tapway สาธิตการนำ กล้องปกติ มาทำงานร่วมกับ MIC-743 หรือ AI Inference System Accelerated by NVIDIA® Jetson Thor™ ซึ่งมาพร้อมพลังการประมวลผลสูงถึง 2,070 TFLOPS เพื่อเปลี่ยนภาพจากกล้องธรรมดาให้เป็น ข้อมูลอัจฉริยะแบบ Real-Time ด้วย Edge AI ที่สามารถวิเคราะห์ภาพและตรวจจับเหตุการณ์จากหน้างานได้ทันที เปลี่ยนกล้องธรรมดาให้ “มองเห็นและเข้าใจ” สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ด้าน Smart Retail มีการนำเสนอ POS Self-Checkout จาก Adasoft บน USC-360N (Advantech 15.6″ Ultra-Slim All-in-One POS) รวมถึงโซลูชัน Cold Storage Monitoring สำหรับติดตามสภาวะของห้องเย็นและการขนส่งสินค้า ตลอดจนสื่อสาธิตโซลูชันสำหรับระบบขนส่งทางรางผ่าน UBX-330 โดยการจัดแสดงทั้งหมดสะท้อนแนวทางการนำ Hardware, Software, IoT และ AI มาทำงานร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากหน้างานให้เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการและพัฒนาโซลูชันอัจฉริยะได้จริง
อีกโซลูชันที่น่าสนใจมากๆ คือ ระบบ Physical AI Application Builder โดย Nabrio: แพลตฟอร์ม AIoT แบบครบวงจรที่ช่วยให้องค์กรสร้างและนำ AI ไปทำงานกับอุปกรณ์จริงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการประมวลผลบน Cloud โดย Nara ทำหน้าที่ประมวลผลภาพและข้อมูลบน Edge เพื่อให้ระบบสามารถตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้แบบเรียลไทม์ เช่น ตรวจสอบคุณภาพสินค้า เฝ้าระวังความปลอดภัย ตรวจจับเหตุผิดปกติ หรือวิเคราะห์การจราจร ขณะที่ Reva ช่วยจัดการข้อมูล ฝึก และปรับปรุงโมเดล AI แบบ No-code ก่อนนำกลับไปใช้งานที่หน้างาน ทำให้ระบบสามารถเรียนรู้และพัฒนาความแม่นยำได้อย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ตั้งแต่โรงงาน คลังสินค้า อาคารอัจฉริยะ ไปจนถึง Smart City
ที่มา: เดลินิวส์