1. ภาพที่คุ้นตากับคำถามที่ยังไม่เคยถาม
ลองนึกภาพวันหนึ่งที่คุณขับรถไปเติมน้ำมัน แล้วพบว่าราคาดีเซลได้กระโดดจาก 30 บาทเป็น 50 บาทต่อลิตร คุณอาจจะนึกด่าบริษัทน้ำมันหรือรัฐบาล แต่ตัวการจริงอยู่ห่างจากคุณกว่า 6,000 กิโลเมตร ในช่องแคบแห่งหนึ่งระหว่างอิหร่านกับโอมาน ที่ชื่อว่า ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
เรื่องนี้ไม่ใช่สมมติฐาน เพราะในปี 2569 ไทยเพิ่งเจอของจริง เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกพุ่งจากราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ ส่งผลให้ดีเซลในไทยพุ่งขึ้นเกือบ 70% ภายในเวลาสั้นๆ รัฐบาลถึงขั้นต้องออกคำสั่งห้ามผู้ค้าส่งออก น้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซ LPG ออกนอกประเทศ เพื่อกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
คำถามคือ ทำไมสงครามที่ไทยไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง ถึงเขย่ากระเป๋าสตางค์คนไทยได้รุนแรงขนาดนี้
2. ฮอร์มุซคืออะไร ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้
ลองจินตนาการว่าหนึ่งในห้าของน้ำมันดิบที่โลกต้องถูกบังคับให้ขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบ ที่กว้างที่สุดแค่ประมาณ 33 กิโลเมตร (ช่องเดินเรือจริงแคบกว่านั้นอีก) นั่นคือสภาพของช่องแคบ ฮอร์มุซซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลเปิด และเป็นทางออกหลักที่เรือบรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ต้องแล่นผ่านเพื่อส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลก
เนื่องจากน้ำมัน 1 ใน 5 ถังที่โลกใช้ ต้องผ่าน “คอขวด” แห่งนี้ ทุกครั้งที่มีข่าวว่าอิหร่านขู่จะปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งขึ้นทันที แม้จะยังไม่มีการปิดจริงก็ตาม เพราะตลาดน้ำมันคือตลาดที่ตื่นตระหนก ง่ายที่สุดแห่งหนึ่ง — แค่ “ข่าวลือ” ก็ทำให้ราคาขยับได้ โดยไม่ต้องรอให้ “เหตุการณ์จริง” เกิดขึ้นก่อน
3. แล้วทำไมไทยต้องเอาตัวไปผูกกับความเสี่ยงนี้ด้วย
นี่คือคำถามที่คนทั่วไปสงสัยมากที่สุด “ทำไมไม่ซื้อน้ำมันจากที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า”
คำตอบสั้นๆ คือ ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพราะขาดทางเลือก แต่เพราะมีเหตุผลความจำเป็นอยู่หลายด้าน
ด้านแรก คือเรื่องภูมิศาสตร์และต้นทุนขนส่ง ตะวันออกกลางอยู่ใกล้ไทยมากกว่าแหล่งน้ำมันทางเลือกอย่างสหรัฐฯ หรือแอฟริกาตะวันตก เส้นทางเดินเรือจากอ่าวเปอร์เซียผ่านมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่อ่าวไทยเป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นมานานหลายทศวรรษ มีโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ และเครือข่ายผู้ค้าที่พร้อมใช้งานอยู่แล้ว
ด้านที่สอง คือเรื่องคุณภาพน้ำมันที่ “เข้ากันได้” กับโรงกลั่นไทย โรงกลั่นน้ำมันแต่ละแห่งถูกออกแบบมาให้เหมาะกับน้ำมันดิบชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ (ความหนืด ปริมาณกำมะถัน ฯลฯ) โรงกลั่นไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำมันดิบชนิดที่มา จากตะวันออกกลางเป็นหลัก การจะเปลี่ยนไปใช้น้ำมันจากแหล่งอื่นแบบทันทีทันใดจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “เปลี่ยนซัพพลายเออร์” แต่อาจต้องปรับกระบวนการกลั่นทั้งระบบ ซึ่งใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล
ด้านที่สาม คือสัญญาระยะยาว บริษัทพลังงานไทยมีสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติระยะยาวกับผู้ผลิตในตะวันออกกลาง การจะฉีกสัญญาเหล่านี้กลางคันเพื่อหันไปหาแหล่งใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน
พูดให้เห็นภาพ ก็เหมือนเราสั่งอาหารจากร้านเดียวมาหลายสิบปี จนกุ๊กรู้ใจว่าเราแพ้อะไร ชอบเผ็ดแค่ไหน จู่ๆ จะเปลี่ยนไปร้านใหม่เพราะร้านเดิม “อยู่ในซอยที่รถติด” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะรู้ว่าเสี่ยงก็ตาม
4. เมื่อวิกฤตมาจริง ไทยรับมือได้แค่ไหน
ในช่วงวิกฤตปี 2569 ไทยไม่ได้นั่งรอโชคชะตาเฉยๆ ข้อมูลระบุว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม เพียงพอต่อการใช้งานประมาณ110 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่มีการยืนยันจัดหาแล้วอีก 31 วัน ฟังดูเหมือนกันชนที่แข็งแกร่ง แต่ต้องเข้าใจว่านี่คือ “หมอนรองกันกระแทก” ระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกระยะยาว เพราะถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดยืดเยื้อเป็นเดือน ตัวเลข 110 วันนี้ก็จะลดฮวบลงเรื่อยๆ เหมือนแบตเตอรี่มือถือที่เห็นเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่พอเปิดแอปหนักๆ ก็ไฟลดลงเร็วกว่าที่คิด
กระทรวงพลังงานเองก็เคยส่งสัญญาณว่ามีแผนกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งอื่น เช่น แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดส่งให้ได้ แต่ปัญหาคือ ทุกประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางต่างก็คิดแบบเดียวกัน เมื่อฮอร์มุซเสี่ยง ทุกคนก็แห่ไปหาแหล่งอื่นพร้อมกัน ทำให้เส้นทางอื่นเหล่านั้นแออัดและมีต้นทุนพุ่งตามไปด้วย ไม่ต่างจากตอนถนนสายหลักปิด แล้วทุกคนก็หนีไปใช้ซอยเดียวกันจนรถติดยิ่งกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่งที่คนไทยอาจไม่ทันสังเกต คือ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่รัฐใช้อุดหนุนราคา น้ำมันไม่ให้แพงเกินไปในช่วงวิกฤต ต้องแบกรับภาระหนักจนติดลบหลายหมื่นล้านบาท โดยตัวเลขล่าสุด (16 สิงหาคม 2569) เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีหนี้สะสมกว่า 75,000 ล้านบาท พูดง่ายๆ คือ แม้ราคาหน้าปั๊มจะดูไม่พุ่งสูงสุดกู่ เพราะรัฐช่วยอุ้มไว้ แต่ “หนี้” ที่แอบซ่อนอยู่หลังฉากนั้น ก็รอวันที่ประชาชนจะต้องจ่ายคืนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ดี
5. ผู้โดยสารที่ไม่มีสิทธิ์เลือกคนขับ
ถ้าจะสรุปสถานะของไทยในเกมพลังงานโลกให้เห็นภาพชัดที่สุด คงเปรียบได้กับ “ผู้โดยสารรถบัสที่ไม่มีสิทธิ์เลือกคนขับ แต่ต้องนั่งไปด้วยทุกครั้งที่รถเข้าโค้งอันตราย” เราไม่ได้เป็นผู้เล่นในความขัดแย้งตะวันออกกลาง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการเจรจา แต่ทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคนั้น กระเป๋าเงินของคนไทยก็สั่นไหวไปด้วยเสมอ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องที่จะหายไปเร็วๆ นี้ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานหลายคนเริ่มเสนอแนวคิดที่แปลกใหม่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงจากจุดคอขวดแบบนี้ เช่น แนวคิดเรื่อง “ค่าผ่านทาง” หรือ toll สำหรับเรือที่แล่นผ่านจุดยุทธศาสตร์เสี่ยงภัย ในลักษณะคล้ายค่าประกันภัยสงครามที่จ่ายรวมกันไว้ล่วงหน้า แทนที่จะปล่อยให้แต่ละบริษัทต้องซื้อประกันแพงๆ เอง — เป็นตัวอย่างว่าเมื่อเจอปัญหาเชิงโครงสร้างซ้ำๆ นักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องคิดกลไกใหม่ๆ มาแก้ ไม่ต่างจากที่เมืองซึ่งมีปัญหารถติดซ้ำซากต้องคิด ค่าธรรมเนียมรถเข้าเมือง (congestion charge) แทนที่จะสร้างถนนเพิ่มไปเรื่อยๆ
6. แล้วเราควรทำอย่างไร
ในระยะสั้น สิ่งที่ประชาชนทั่วไปทำได้คือ “รู้ทัน” ไม่ต้องตื่นตระหนกทุกครั้งที่มีข่าวความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง แต่ก็ควรเข้าใจว่าราคาน้ำมันในประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ปตท. หรือบางจากเพียงลำพัง แต่แขวนอยู่กับสถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียที่ห่างออกไปครึ่งโลก
ในระยะยาว คำตอบที่แท้จริงคงหนีไม่พ้นการกระจายความเสี่ยง ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน การลงทุนในพลังงานทดแทน และการสำรองพลังงานให้มากขึ้น แต่นั่นคือโจทย์ที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ไม่ใช่สิบวัน
ระหว่างนี้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวสู้รบกันในอ่าวเปอร์เซีย หรือเรือบรรทุกน้ำมันถูกยิง ในช่องแคบฮอร์มุซ ให้รู้ไว้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า คุณอาจต้องเผื่อเงินในกระเป๋าเพิ่มอีกนิดไว้เติมน้ำมัน — หรือไม่ก็วางแผนใช้น้ำมันให้น้อยลง
บทความคอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่26 สิงหาคม 2569
ดร. พรายพล คัุมทรัพย์กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
The post สงครามอีกซีกโลกกับราคาน้ำมันหน้าปากซอย appeared first on .
ที่มา: ไทยโพสต์