เกาะประเด็นการเมือง “นายกฯ หนู” ฮึ่ม! อย่าเผยแพร่เอกสาร

เกาะประเด็นการเมือง “นายกฯ หนู” ฮึ่ม! อย่าเผยแพร่เอกสาร

สำหรับกรณีเอกสารฮั้ว สว.หลุด และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยอมรับว่า “เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนสอบจริงๆ” ทำให้เริ่มมีความเคลื่อนไหวถามหาความน่าเชื่อถือของเอกสาร และตั้งคำถามว่า เอกสารเป็นความลับควรเผยแพร่หรือไม่ ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. แถลงไปถึง “ไอติม-ไอลอว์” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การจับแพะชนแกะตามที่ท่านนำมากล่าวอ้าง

หลายส่วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล การเผยแพร่ต่อสาธารณะเข้าข่ายละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือไม่ และหากนำข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริง การเผยแพร่ข้อมูลอาจเสี่ยงมีความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงความผิดหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา จึงขอถามนายพริษฐ์ และนายยิ่งชีพ ว่าข้อมูลที่นำมาเปิดเผยมีความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง และอ้างอิงที่มาได้หรือไม่

ขอตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายให้แล้วเสร็จก่อน เราซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา มีการขอข้อมูลเอกสารไปแต่ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ได้ให้ข้อมูล จึงอยากถามนายพริษฐ์ว่าได้ข้อมูลมาอย่างไร เลือกที่จะพูดสิ่งที่เชื่อหรือสิ่งที่อยากให้เป็นหรือไม่ แอบแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมืองด้วยหรือไม่ เพราะที่พูดมีการชี้นำ และพยายามกดดันองค์กรอิสระ ทำให้ สว.หรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องถูกตัดสินไปแล้วล่วงหน้า

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กล่าวถึงกระแสข่าวมี สว.กลุ่มหนึ่งนัดรับประทานอาหารร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ร้านอาหารย่านพระราม 7 เพื่อฉลองว่ารอดคดีฮั้ว สว. ว่า เป็นการเข้าใจผิด ไม่มีอะไร เป็นเรื่องของ กมธ.ไปดูแลเจ้าหน้าที่เท่านั้นเอง ไปถามข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ได้ เป็นเพียงการอยากกินข้าวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคดีเลย

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระกระทู้ถามสดที่สอง โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ต่อความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว. ว่า ได้รับข้อมูลว่าก่อนการเลือก สว. เมื่อ 26 มิ.ย. 67 พบว่าผู้สมัคร สว. นามสมมุติ คือ นายเอ ถูกเชิญพบนายนภินทร สมัยที่ยังเป็น รมช.พาณิชย์ ที่ห้องทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ ถึง 2 ครั้ง

นี่เป็นที่น่าสนใจว่า ต่อไป นายพริษฐ์ หรือคนอื่นๆ ในพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ จะตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีคนอื่นเรื่องฮั้ว สว.กลางสภาอีกหรือไม่

นายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดกิจกรรม ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ที่โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ วันที่ 29 ส.ค. ว่า เพิ่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐสภาว่าทางโรงแรมพูลแมนแจ้งขอให้เราเลื่อน หรือไม่จัดงานดังกล่าวที่โรงแรมพูลแมนในวันเสาร์นี้ ซึ่งก็ไม่เป็นไร เนื่องจากความจริงตนได้มีการประสานจองห้องประชุมที่รัฐสภาไว้เป็นแผนสำรองตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

นายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของข้อมูลฮั้ว สว.ที่เปิดเผยในขณะนี้ ว่า ได้มาจากหลายทางมีการกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนำเสนอ ตัวเลข 229 คนไม่ได้มาลอยๆ แต่เป็นบทสรุปจากการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตนเองในฐานะ สส. ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลระดับหนึ่ง ก่อนที่จะนำมาตั้งคำถามต่อสาธารณะ

เมื่อถามถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ออกมาแถลงข่าว ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไม่ใช้ความเห็นของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในการสอบของ กมธ. อนุฯ ของ กกต.ชุดที่ 36 ไม่มีใครตอบคำถามได้เลย ไม่มีการส่งเอกสารมา และขอเลื่อนมาตลอด ขณะนี้ครบ 2 เดือนแล้วก็ยังไม่ได้รับข้อมูล ถ้านายศุภชัยสามารถช่วยตนเรียกร้องให้ กกต. ส่งเอกสารกลับมาที่ กมธ. ตนก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต. จะลงมติทิศทางใด แต่สิ่งสำคัญคือจะจบอย่างไร ย้ำว่าหาก กกต. ทำงานตรงไปตรงมาสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนไปที่ศาล แต่ถ้ายกหมดก็จะค้านกับหลักฐานที่สังคมเห็น หรือหากสั่งฟ้องแค่ 20-30 คน ก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าเชื่อว่ามีการโกง สว. หรือไม่ ถ้าเชื่อว่าไม่มี เหมือนอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็ยกคำร้องได้เลย แต่ถ้าเชื่อว่ามี จะเป็นไปได้อย่างไรที่กระบวนการนี้จะสำเร็จ โดยคนมีความผิดแค่ 20-30 คน รอดู กกต.อธิบายสังคม”

“นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องฮั้ว สว.ว่า ที่อ้างว่ามีชื่อตนอยู่ในสำนวนของ กกต. ถ้าเขาต้องการให้ตนชี้แจงหรือไปแถลงอะไรก็จะทำตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่มีเรียกมา ตนเองมีชื่อตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว และออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไป 3 เดือน เพราะฉะนั้นก็แสดงว่า ไม่ได้ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไรที่จะไปเอาชื่อตัวเองออกมา และยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ใครถามมาก็พร้อมที่จะตอบ

เมื่อถามว่า พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่า สำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดช่วง รมว.ยุติธรรม คนก่อนทำการตรวจสอบ นายกฯ กล่าวว่า “เขาให้สอบสวนอยู่ไม่ใช่เหรอ ถามว่าหลุดหรือไม่ มันหลุดแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะไปถึงมือประชาชนทั่วไปได้อย่างไร ซึ่งประชาชนก็เช่นเดียวกัน เอกสารทางราชการเอามาเผยแพร่ทางสาธารณชนไม่ได้ จะมาอ้างเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนก็แล้วแต่ กฎหมายมีอยู่ ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย”

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว. จะวัดใจพรรคเพื่อไทยในการโหวตให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกฎกติกามารยาทอยู่แล้ว อย่าไปนับแค่ตัวเลข ไม่ใช่ว่า ถ้าเห็นไม่ตรงกันจะไม่โหวต พอไม่โหวตแล้วตัวเลขจะไม่ถึงครึ่ง มันไม่ง่ายอย่างนั้น มีหลายเรื่องประกอบกัน ไม่ต้องไปกังวล

“ได้ประสานพูดคุยหารือพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมาก็ชัดเจน อยู่แล้ว คะแนนที่โหวต พ.ร.ก.เงินกู้ฯ แสดงถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาลมากๆ ก็จะมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือ เงินทุนต่างประเทศก็ไหลมา ซึ่งต้องย้ำว่าต้องทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ”

สำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าว โดยระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและได้สมัครรับเลือก จึงได้เสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 1,767 คน ซึ่งมาตรา 74 พ.ร.ป.ได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 20 ปี

“เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ กล่าวว่า ระดับอำเภอหนึ่งคนอาจโหวตได้ 6 โหวต ถ้าไปถึงรอบสุดท้ายระดับประเทศ คนหนึ่งคนอาจโหวตได้ 42 โหวต วันนี้ กกต. บอกว่ามีคนสมัครผิดกลุ่มไปเกือบ 2,000 คน แปลว่ามีการโหวตในระบบที่ไม่ควรเกิดขึ้นเป็นหมื่นโหวต กกต.จึงไม่ควรรับรองผลการเลือก สว. ตั้งแต่แรก ขั้นต่ำ กกต. จึงควรสั่งฟ้อง สว. ที่นั่งอยู่ในตำแหน่ง สั่งฟ้องคนในขบวนการจัดหาผู้สมัครมาโกงเลือก สว. มากกว่าการฟ้องตัวเล็กตัวน้อยเพียงไม่กี่คนเพื่อลดกระแส การจะเอาชาวบ้านไปติดคุกแล้วปล่อยให้ “นาย” ของพวกเขาลอยนวลไปโหวตยึดประเทศอยู่ในสภา

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ในที่สุด พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ก็ผ่านสภา ผลโหวต 285 เสียง ต่อ 141 เสียง เห็นชอบต่อ พ.ร.ก. งดออกเสียง 52 เสียง การอภิปรายของฝ่ายค้าน เน้นให้เห็นว่า วิกฤติยังไม่ถึงขั้นต้องกู้ ยังผันงบประมาณจากที่อื่นได้ และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่มีแผนที่ชัดเจน อาจเอื้อนายทุน

“สส.ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายสรุปว่า การกู้จะไปเพิ่มภาระงบประมาณในเรื่องของดอกเบี้ยอีกปีละ 1 หมื่นล้านบาท เป็นอย่างต่ำ หากกู้จนครบ 4 แสนล้านบาท แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำชี้แจงใดๆ ว่าจะใช้คืนหนี้ว่าจะต้องทำอย่างไร และหากในปี 2570 เศรษฐกิจไม่โตเช่นนั้นและเงินเฟ้อไม่ได้สูงเช่นนั้น แล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะทะลุ 70% ท่านจะมีแผนรองรับอย่างไร สุดท้ายจะต้องมีการไปขยายกรอบวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่ ท่านจะพาประเทศเข้าไปเสี่ยงกับ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้อย่างไร

ต้นปีบอกว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นที่จะต้องทำโครงการไทยช่วยไทย พลัส แต่มาวันนี้กลับบอกว่าไม่ได้จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพให้ประชาชนจึงทำโครงการในลักษณะของคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัสช่วย โรงงานที่มีการปิดตัวไปและคนว่างงานได้อย่างไร มีข่าวว่าท่านจะโอนเงินที่จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2.5 หมื่นล้านบาทมาโปะกับ 2.5 หมื่นล้านบาทรวมเป็น 5 หมื่นล้านบาท แล้วออกเป็นโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2”

เงินที่ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ แล้วกลายมาเป็นโครงการรถสาธารณะเก่าแลกรถใหม่ที่เป็นอีวี และที่ท่านบอกว่าการที่จะนำไปซื้อของนั้นเลิกแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ก็ขอให้จริง เพราะว่ามันน่ากลัวมากกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่หน่วยงานราชการต่างๆ ทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอซื้อของจำนวนมาก ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ตอนวินิจฉัยเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต (แจกหมื่น) ออกมาเสนอแนะต่างๆ แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ยินเสียง ป.ป.ช.เลย เงียบมาก

“ไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ ในการป้องกันการทุจริตจากการใช้เงินงบประมาณในการเปลี่ยนผ่านพลังงานในรอบนี้เลย จึงขอฝากไปยัง ป.ป.ช.ให้รีบๆ เพราะเหลืออีกแค่หนึ่งเดือนทุกอย่างกำลังจะเกิดขึ้น”

ที่มา: เดลินิวส์