“บวรศักดิ์” ซัดรัฐบาลอนุทิน 1 ไม่จริงจังปราบโกง

“บวรศักดิ์” ซัดรัฐบาลอนุทิน 1 ไม่จริงจังปราบโกง

“บวรศักดิ์” ซัดรัฐบาลอนุทิน 1 ไม่จริงจังปราบโกง ชี้ เลือก สว. “นวัตกรรมที่ไม่เคยเห็นในโลก” เสนออภิวัฒน์องค์กรอิสระ ลดบทบาท กกต.

คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาเรื่อง “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ถอดรหัสวิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระ: ผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยและอนาคตประเทศไทย แนวทางการปฏิรูปและฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระในสถานการณ์ปัจจุบัน”

นายบวรศักดิ์ กล่าวถึงปัญหาการทุจริตว่า ประเทศไทยต้องการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD แต่เรื่องการทุจริตถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ขณะที่ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 1 เคยเกิดกรณีตำรวจออกมาเปิดโปงข้อมูล แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย นอกจากนี้ ตนเคยยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอิสระเพื่อการตรวจสอบ แต่สุดท้ายคณะกรรมการดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น แสดงว่าประเทศไทยไม่จริงจังกับเรื่องพวกนี้ คนที่มีอำนาจไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เร่งด่วน

จากนั้น นายบวรศักดิ์ ย้อนถึงปัญหาการเลือกตั้ง โดยระบุว่า เมื่อปี 2521 ประเทศไทยมีการซื้อเสียงอย่างหนัก เมื่อซื้อเสียงแล้วก็ต้องถอนทุนคืน ส่งผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงนั้นมีอายุเฉลี่ยเพียงปีกว่า ๆ และต้องรีบหาผลประโยชน์ ทำให้ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่สามารถแก้ไขได้

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากการเลือกตั้งยังอยู่ภายใต้การจัดการของกระทรวงมหาดไทย จึงไม่แปลกที่นักการเมืองจะต้องการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะสามารถใช้อำนาจสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอให้เข้าข้างฝ่ายตนเอง รวมถึงเอื้อให้เกิดการซื้อเสียงได้

ส่วนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ชุดปัจจุบัน นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เป็น “นวัตกรรมที่ตนเองไม่เคยเห็นในโลก” เพราะมีการเลือกกันเองตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ รวมถึงการเลือกข้ามกลุ่มอาชีพ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทุกคนก็คงเห็นกันแล้ว อีกทั้งยังวิจารณ์กรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ล่าช้า โดยเปรียบว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญเหมือนปี 2475 ราวกับประเทศไทยยังไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อสารมวลชน ทำให้หลังการเลือกตั้งอาจต้องมีรัฐบาลรักษาการต่อไปอีกนานถึง 5 เดือน หากเมืองไทยยังเป็นอย่างนี้อยู่ ไม่แยแสว่าโลกเปลี่ยนไปขนาดไหน อย่าไปคิดจะแข่งขันอะไรกับใคร

นายบวรศักดิ์ กล่าวถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานว่า กกต. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกรณีฮั้ว สว. ขึ้นมา ก่อนจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อีกชุดหนึ่ง แต่กลับมีผลการพิจารณาว่าไม่มีความผิดทั้งหมด ส่วนกรณีดังกล่าวสะท้อนว่า กกต. อาจไม่ได้เรียนรู้จากบทเรียนในอดีต และย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา นายบวรศักดิ์ ย้ำว่า ตนไม่ชอบคำว่า “ปฏิรูป” เพราะมองว่าอาจหมายถึง “ของปลอมก็ได้” แต่ชอบคำว่า “อภิวัฒน์” ซึ่งหมายถึงการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น พร้อมเสนอแนวทางสำคัญ 3 เรื่อง คือ

1.อภิวัฒน์การได้มาซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ หากตนเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะกำหนดให้เมื่อมีการยุบสภาต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 30 วัน เพราะหากปล่อยให้มีระยะเวลานานเกินไป จะเปิดช่องให้เกิดการซื้อเสียงได้

2.อภิวัฒน์ระบบสรรหาองค์กรอิสระ โดยเสนอให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยผู้แทนจากศาลฎีกา 2 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน ฝ่ายรัฐบาล 1 คน คณะรัฐมนตรี 1 คน และฝ่ายฝ่ายค้าน 2 คน ก่อนให้รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ โดยแบ่งเสียงเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สส.ฝ่ายรัฐบาล สส.ฝ่ายค้าน และ สว. หากผู้ใดได้เสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 ถือว่าได้รับการคัดเลือก

3.นำระบบถอดถอนกลับมาใช้ หากไม่มีวุฒิสภาที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับทำหน้าที่ถอดถอน ก็ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยหากเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี อาจให้ประชาชนทั้งประเทศลงคะแนนถอดถอน ส่วนกรณี สส. หรือ สว. อาจจำกัดพื้นที่ลงคะแนนเป็นระดับภาคหรือจังหวัด

นายบวรศักดิ์ ยังเสนอให้ปรับลดบทบาทของ กกต. โดยระบุว่า ปัจจุบัน กกต. มีพนักงานประมาณ 2,196 คน แบ่งเป็นส่วนกลางกว่า 700 คน และส่วนภูมิภาคกว่า 1,300 คน ยังไม่รวมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอีกนับหมื่นคน ขณะที่มีงบประมาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายพันล้านบาท จึงเสนอให้ โอนภารกิจการจัดการเลือกตั้งไปให้ส่วนราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ กกต. เหลือบทบาทหลักเพียงการออกกฎเกณฑ์และติดตามจับกุมผู้กระทำผิดหรือการทุจริตในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับ “กลุ่มการเมือง” ที่ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกถึง 5,000 คน หรือมีสาขาพรรคตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้สามารถส่งผู้สมัครและเสนอรายชื่อแบบบัญชีรายชื่อได้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับระบบการเมืองไทย ทั้งนี้ ก่อนจะเขียนรัฐธรรมนูญ ความรู้ต้องมา กรุณาศึกษา กกต.และกลุ่มการเมืองเปรียบเทียบ เพื่อดูว่าอะไรดีที่สุด

ที่มา: INN