เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 69 ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย มอบนโยบายการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 4 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย) พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 (ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอ และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด 322 อำเภอ 488 สถานีตำรวจภูธร รวม 810 คน รวมถึง สส. ในพื้นที่ เข้าร่วม
นายพลพีร์ ได้เน้นย้ำนโยบายความมั่นคงสำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน 9 ประเด็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่สร้างความเดือดร้อนกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจำนวนมาก คือ ยาเสพติด นอมินี และบัญชีม้าต่าง ๆ โดยขอให้มองปัญหายาเสพติดเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง เมื่อสามารถจับรถ 6 ล้อ รถกระบะ รถเก๋ง ที่ขนยาเสพติดได้ มันก็เหมือนเราค่อย ๆ ตัดกิ่งต้นไม้ (โครงข่ายยาเสพติด) ไปเรื่อยๆ แต่ปัญหาหลักของยาเสพติดไม่ได้อยู่ที่ยอดต้นไม้ มันอยู่ที่ราก เพราะวันนี้มันอยู่ทุกที่ ทุกหมู่บ้านของประเทศไทย ตนเชื่อว่านายอำเภอและผู้กำกับทุกที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ยาเสพติดปักลงลึกไปขนาดไหน ถ้านายอำเภอ ผู้นำท้องที่ทั้งหลายทำจริง มันไม่มีทางหมดเป็น 0 แต่มันจะจืดจางไปเอง เฉกเช่นต้นไม้ ถ้าเราถอนรากถอนโคนมันก็ตาย
“การจับได้จำนวนมากมันถ่ายรูปสวย แต่ปัญหายังไม่หมด แต่ถ้านายอำเภอและผู้กำกับจับมือกันลงไปจับกุมคนขายในหมู่บ้าน เช่น จับผู้ใหญ่บ้านที่ขายยาเสพติดได้ 5 คน กำนันที่ขายยาเสพติดได้ 2 คน สมาชิก อบต. ที่ขายยาเสพติดได้ 10 คน เชื่อเถอะว่าในหมู่บ้านนั้น ตำบลนั้น มันจะจืดจางเอง อยากเห็นผลลัพธ์แบบนั้น อยากเห็นผลลัพธ์ว่า คนของรัฐหรือหัวคะแนน สส. ที่ค้ายาเสพติดถูกจับ แล้วสาวไปให้ถึงว่า เงินส่งไปที่ไหน บัญชีคือใคร ตราบใดที่มันยังหลุดรอดจากการถูกจับกุม มันก็ยังระบาดได้” นายพลพีร์ กล่าว
การจับยาเสพติด คิดง่าย ๆ โดยต้องถามตัวเองว่า อยากให้ลูกหลานของท่านติดยาเสพติดหรือไม่ อยากให้ลูกหลานของท่านเข้าใกล้ยาเสพติดง่ายขนาดไหน ถ้าท่านคิดในใจว่าลูกฉันไม่ติดชัวร์ วันนี้พ่อเป็นนายอำเภอ คุณอาเป็นผู้กำกับ เป็นผู้บังคับการ เชื่อเถอะครับ เดี๋ยววันหนึ่งเขาจะเสพเองเพราะความประมาทของท่าน
นายพลพีร์ ยังได้กล่าวถึงนโยบายการปราบปรามธุรกิจนอมินี โดยระบุว่า จากการตรวจสอบติดตามปราบปรามนอมินีในห้วงที่ผ่านมา พบสถิติทั้งประเทศ มีบริษัทนอมินีที่ต่างชาติถือสัดส่วนมากกว่าคนไทย 3,461 บริษัท เป็นบริษัทที่ต้องสงสัย 14,579 บริษัท ครอบครองที่ดิน 5,800 กว่าแปลง มูลค่าทั้งหมดโดยราคาประเมิน 65,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคาตลาดประมาณ 300,000 ล้านบาท แล้วที่น่าตกใจ ยังไปเจอว่า คนที่ไปจดจัดตั้งบริษัทยังถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย สืบไปจนทำให้รู้ว่ามี บริษัทบัญชีและบริษัททนายความ ทำเป็นแพ็กเกจรอเลย โดยบางทีเอาชื่อคนไทยด้วยการจ้าง 500-1,000 บาท ต่างชาติอยากซื้อก็ซื้อแพ็กเกจนี้ ซึ่งต่างชาติไม่ได้เลวร้ายอย่างเดียว คนบ้านเราเองที่ไม่ดีก็มี อย่างเช่นที่สกลนคร มหาดไทยและพาณิชย์ไปตรวจเจอว่ามีนายหน้าคนไทยนำบัตรประชาชนไปจดทะเบียนให้บริษัทคนจีนที่คนจีนถือครอง 100% และนำไปสู่การดำเนินคดีที่ผ่านมา
ขอให้ทุกจังหวัดได้เช็กว่าแบบที่สกลนครมีหรือไม่ อยากเห็นวิธีการทำงานแบบที่ เมื่อเห็นพื้นที่ใดมีปัญหา จังหวัดอื่น ๆ ก็เช็กให้เหมือนกันโดยไม่ต้องรอเอกสารสั่งการจากส่วนกลาง เราต้องทำอย่างไรให้สามารถปกครองบ้านตัวเองด้วยหน้าที่ที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราควรจะต้องทำอย่างไร อะไรที่ดีต่อพี่น้องประชาชนต้องทำทันที ไม่ต้องรีรอ เพราะถ้าเราทำช้า คนร้ายก็จะรู้ตัวแล้วหนี คนที่เสียคือพี่น้องประชาชนคนไทยเราเอง “ถ้าจะจับโจร ปกป้องพี่น้องประชาชนจากโจร ต้องคิดแบบโจร ถ้ามหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานแบบเป็นคู่จิ้นกันจริง ๆ มันจะเร็วในการดำเนินคดี และเร็วในการปกป้องพี่น้องประชาชน” นายพลพีร์ กล่าว
พล.ต.ต.พิษณุ รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกระทรวงมหาดไทย มุ่งเน้นประเด็นภัยคุกคาม 9 ประเด็น “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” โดยเน้นทำงานแบบคู่หูดูโอ้ บริการจัดการอย่างใกล้ชิดโดยไม่ยึดติดสายงานตนเอง โดยมีผลการปฏิบัติการตามภูมิสังคม เช่น ตำรวจภูธรภาค 3 สามารถปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยี การจับกุมการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ 1,251 ราย และยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด 5,547 คดี และในส่วน ตำรวจภูธรภาค 4 ดำเนินคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ สามารถนำคืนพื้นที่ 366 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา จับกุมคดียาเสพติด 58,189 คดี โดยฟ้องบวกโทษเพิ่มโทษ (การดำเนินคดีทุกฐานความผิด) 3,595 คดี และนำบุคคลจิตเวชส่งโรงพยาบาล 2,874 ราย (1 เม.ย.-31 ก.ค. 69) ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เป็นต้น
ที่มา: เดลินิวส์