“SLD” จากฮ่องกงสู่ “ไทย” ก้าวสู่ฮับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“SLD” จากฮ่องกงสู่ “ไทย” ก้าวสู่ฮับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อเรื่องราวของดนตรีและท้องทะเลมาถูกนำมาร้อยเรียงเข้ากับการตกแต่งห้องพักอาศัยระดับลักชัวรี่ ซึ่งล้อไปกับชื่อของโครงการอย่าง ซิมโฟนี เบย์ (Symphony Bay) ของฮ่องกงตั้งแต่การใช้เปลือกหอยเก๋ ๆ และปลาดาว ไปจนถึงการวางดับเบิลเบสขนาดใหญ่ประหนึ่งเป็นงานประติมากรรมชิ้นเอกในห้องนั่งเล่น แทนรูปแบบการตกแต่งแบบหรูหราสไตล์คลาสสิกแบบเดิม ๆ ในช่วงปี ค.ศ.1997 ชื่อของ “สตีฟ เหลียง” จึงทำให้วงการออกแบบตกแต่งภายในห้องชุดพักอาศัยในยุคนั้นของฮ่องกงเปลี่ยนโฉมไปทันที

ผลงานชิ้นแรกที่ฉีกออกจากกรอบเดิม ๆ โดยเลือกใช้ “งานไม้“ ในการตกแต่งผนัง แทนวอลเปเปอร์ สีทาบ้าน หรือหินอ่อน รวมถึงการตกแต่งภายในที่มีธีมหลักมาจากชื่อโครงการ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานชิ้นนี้จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสไตล์การออกแบบครั้งใหญ่

จากบริษัทอินทีเรียดีไซน์ที่มีงานหลักเป็นการออกแบบตกแต่งภายในให้กับที่อยู่อาศัย “สตีฟ เหลียง” หรือ SLD บริษัทที่มีอายุ 30 ปีในวันนี้ ก้าวออกมาสู่อุตสาหกรรมการบริการทั้งโรงแรม รีสอร์ต และร้านอาหาร

มร.นิโคลัส เหลียง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สตีฟ เหลียง ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด (SLD) กล่าวว่า เดิมเราเป็นผู้ออกแบบบ้าน และมักจะปฏิเสธเมื่อมีลูกค้าต้องการให้ออกแบบตกแต่งภายในให้โรงแรม สมัยก่อนคนมักจะนิยมอยากให้ออกแบบบ้านให้เหมือนกับโรงแรม เพราะเรามักจะถูกฝังหัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า หากอยากให้บ้านหรูหราต้องเป็นแบบโรงแรม แต่ปัจจุบันนี้รสนิยมของผู้คนเปลี่ยนไป อยากให้โรงแรมมีความรู้สึกเหมือนกับบ้านแทน ซึ่งมารินาเบย์แซนด์ เป็นหนึ่งในโปรเจคของเรา

“เรามีโอกาสได้ออกแบบห้องเพรสซิเดนท์สวีท และแชร์แมนสวีท ซึ่งเป็นห้องที่หรูที่สุดของโรงแรม ที่ต้องการให้เป็นบ้านพักตากอากาศ ซึ่งก็เข้ากันกับแนวทางงานของเรา เพราะเรามักออกแบบบ้านในแบบลักชัวรีอยู่แล้ว ครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการออกแบบบ้านอีกหลังที่ให้ความรู้สึกแบบ Home away from Home แม้จะมาพักโรงแรมแต่มีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่สี หรือสไตล์ แต่เป็นแบบหรูหราที่เป็นสากลนิยม ไม่ใช่ออกแบบเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง”

ไม่ใช่เพียงการก้าวจากเรสซิเดนท์มาสู่ฮอสพิทอลลิตี้ แต่ SLD ยังก้าวออกจากฮ่องกง-ไชน่ามาสู่ประเทศไทย ณ ดินแดนที่แพลนว่าจะเป็นฮับอีกแห่งของบริษัท เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อเนื่องไปที่ระดับนานาชาติ

“เราเริ่มเปิดบริษัทที่เมืองไทยมา 5 ปีกว่าแล้ว จากเริ่มแรกมีพนักงาน 3-4 คน ตอนนี้มีสมาชิกรวมกว่า 30 คน ที่เลือกเมืองไทยเพราะมองเห็นถึงความหลากหลายของเมืองไทยที่ไม่จำกัดเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือความคิด คนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถอยู่แล้ว แต่อาจจะยังขาดแรงสนับสนุนที่จะคอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง เราจึงเข้ามาเป็นแรงหนุนที่พร้อมซัพพอร์ตให้ดีไซเนอร์ที่มีความสามารถไปสู่จุดสูงสุด เพราะวันหนึ่งสตีฟ เหลียงก็อาจจะถึงวันต้องปลดเกษียณ แต่หากจิตวิญญาณที่เป็นมาตรฐานเรายังอยู่ นักออกแบบคนนั้นก็จะสามารถไปต่อได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือความเป็นทีมเวิร์ค หากนำคนเก่ง ๆ มาอยู่รวมกันและทำงานไปด้วยกันได้ ไม่ว่าโปรเจคจะยากแค่ไหนก็สามารถทำสำเร็จได้ นี่จึงถือเป็นโอกาสที่สมาชิกในทีมของเราจะได้ทำโปรเจคระดับเวิลด์คลาส บริษัทเราไม่ได้วางตำแหน่งเป็นลูกจ้างกับนายจ้าง แต่เป็นเพื่อนร่วมงานเป็นทีมเวิร์ค”

นายใหม่ จงไชโย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท สตีฟ เหลียง ฮอสปิตาลิตี จำกัด (SLH) เสริมว่า ตัวผมเองเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างฮ่องกงและไทย เราเห็นว่าไม่มีที่ไหนจะเป็นฮับของฮอสพิทอลลิตี้ได้ดีกว่าที่เมืองไทยอีกแล้ว เพราะจุดเด่นของคนไทยที่มีความละเอียดอ่อน มีวัฒนธรรมที่ละเมียดละไม ต่างกับที่ฮ่องกงหรือจีนที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบ ส่วนคนจีนจะเก่งเรื่องการเพิ่มมูลค่าและเล็งเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นมูลค้าของสินค้าได้

“เมืองไทยมีทั้งดีและไม่ดี ด้วยภูมิศาสตร์ของเมืองไทยที่มีเขตติดต่อกับหลายประเทศ ทำให้มีความหลากหลายของวัฒนธรรม ที่หลอมรวมกับธรรมชาติของคนไทยได้อย่างกลมกล่อมลงตัว แต่คนไทยยังขาดเรื่องความเร่งรีบและเรื่องเวลาที่ทำให้ยังก้าวต่อไม่ได้ อีกทั้งเดิมคนหัวดำยกเว้นญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่มักจะถูกเหยียด แต่วันนี้จีนก้าวไปไกลมากแล้ว SLD จึงคือส่วนที่มาเติมเต็มที่จะช่วยผลักดันให้น้อง ๆ ก้าวไปสู่ระดับสากล”

อีกสิ่งที่ทำให้สตีฟ เหลียงแตกต่างก็คือ การที่ไม่ได้เป็นแค่บริษัทอินทีเรียดีไซน์ แต่มีฐานะเป็นเจ้าของธุรกิจด้วย จึงมีทั้งส่วนที่ออกแบบและเป็นเจ้าของ อย่างโครงการไพรเวท วิลล่า และ ไพรเวท คิชเช่นในเกาะโอ๊คลัมมา ฮ่องกง ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้ริมทะเล เปรียบเสมือนโอเอซิสที่จะฮีลกายและใจ โดยอยู่ห่างจากใจกลางเมืองฮ่องกงไม่กี่นาที ซึ่งนั่นทำให้สตีฟ เหลียง เข้าใจผู้ว่าจ้าง

เพราะในแง่ของธุรกิจ ไม่ใช่แค่มีโรงแรมสวย ๆ ตกแต่งสุดพรีเมียม แต่ยังต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่าให้กับธุรกิจด้วย เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยที่แม้จะต้องออกแบบให้ตรงตามหลักอย่างที่ลูกค้าต้องการ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดซะทีเดียว เพราะบางครั้งสิ่งที่ลูกค้าต้องการอาจไม่เข้ากันกับพื้นที่จริง จึงต้องมีการทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนให้ลงตัวทั้งดีไซน์และหลักฮวงจุ้ย ส่วนหนึ่งของงานด้านฮอสพิทอลลิตี้ที่บริษัทมีโอกาสได้ออกแบบในเมืองไทยคือ The China House by Chef Fei ห้องอาหารจีนสุดหรู ตั้งอยู่ภายใน โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

“หากถามถึงเรื่องการออกแบบให้ตอบโจทย์เวลเนสที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ตอนนี้ คำว่าเวลเนสคนมักเข้าใจว่าจะต้องเป็นสปาหรือการทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ความจริงแล้วยังมีเรื่องอาหารที่เกี่ยวข้องด้วย เราเหมือนเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่างอาหารที่เชฟเฟย ปรมาจารย์ด้านอาหารจีนระดับตำนาน ซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟ เป็นอาหารแบบแวลเนสอยู่แล้ว ไม่ใช่ความตั้งใจเน้นเรื่องเวลเนสแต่เป็นส่วนที่เสริมเติมเต็มให้กับเรื่องราวของอาหาร”

ร้านอาหารจีนที่เพิ่งรีโนเวทครั้งใหญ่นี้อาจจะเป็นโปรเจคเล็ก ๆ ในไทย แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้กับสตีฟ เหลียงที่จะก้าวไปสู่โปรเจคอื่น ๆ ในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อม ๆ กับแนวคิดที่ต้องการปรับดีไซน์ให้ร่วมสมัย มีทั้งความฮิป และไวบ์ดี ๆ เพื่อตอบโจทย์รสนิยมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

ที่มา: เดลินิวส์