“ไทยเครดิต” รุกครึ่งปีหลัง 2569 คุมความเสี่ยงดันพอร์ตสินเชื่อโตตามเป้า

“ไทยเครดิต” รุกครึ่งปีหลัง 2569 คุมความเสี่ยงดันพอร์ตสินเชื่อโตตามเป้า

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบในครึ่งหลังปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน พร้อมชู 4 ผลงานความสำเร็จอันโดดเด่นในครึ่งปีแรกเป็นฐานรากสำคัญ เพื่อผลักดันพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโตในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นสถาบันการเงินชั้นนำด้านสินเชื่อรายย่อยของประเทศ

“รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง ธนาคารพร้อมเร่งเครื่องขยายฐานสินเชื่อเชิงรุกผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSME) รวมถึงสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต (Nano and Micro Credit) ให้เติบโตอย่างมั่นคง

ทั้งนี้ ต่อยอดจากความสำเร็จ 4 ผลงานความสำเร็จในครึ่งปีแรก ได้แก่

1.การเติบโตของสินเชื่ออย่างแข็งแกร่ง (Strong Growth) ประสบความสำเร็จในการผลักดันสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย โดยสินเชื่อปล่อยใหม่ขยายตัว 13.1% YoY สู่ระดับ 194,080.5 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเปิดตัวศูนย์ธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSME Business Center) ใหม่ 6 แห่ง ในจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ประกอบการ SME ในระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

2.การปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทน (Improved NIM) เดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่ สินเชื่อ ‘SME กล้าช่วย’ สำหรับผู้ประกอบการมีที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง, ‘SME กล้าสู้’ ที่ใช้โมเดล Risk-Based Pricing, รวมถึงผลิตภัณฑ์ “Micro Max” ที่ขยายวงเงินสินเชื่อครอบคลุมกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ ควบคู่กับแรงหนุนจากพอร์ตสินเชื่อบุคคล (Personal Loan) ที่ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง

3.การเสริมพลังและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME (MSME Expowerment) ขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนเพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจ และโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้แก่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมขานรับและขับเคลื่อนมาตรการ ‘Quick Big Win’ ของภาครัฐอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือทางการเงินสู่ผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที

4.การรักษาเสถียรภาพและคุณภาพสินทรัพย์ (Stable NPL and Asset Quality) ยกระดับกระบวนการคัดกรองลูกหนี้และคุณภาพการเปิดบัญชีใหม่ ควบคู่กับการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการดำเนินมาตรการช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกแก่กลุ่ม MSME เพื่อควบคุมและรักษาเสถียรภาพของ NPL ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืน

“รอยย์” ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านผลงานในครึ่งแรกของปี 2569 ที่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานในทุกมิติ โดดเด่นด้วยพอร์ตสินเชื่อที่เติบโตถึง 13.1% YoY สอดรับกับเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit) อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 16.1% (อยู่ในกรอบเป้าหมาย 16.0–20.0%) การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio: CIR) อยู่ที่ 43.2% และรักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 4.3% (ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่ำกว่า 4.5%) สะท้อนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และมีคุณภาพ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้ารายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการ Micro SME ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ (Underserved) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านแอปพลิเคชัน Micro Pay e – wallet และ alpha by Thai Credit ตลอดจนเตรียมความพร้อมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและบริหารต้นทุนในระยะยาว พร้อมทั้งเดินหน้าสานต่อโครงการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินและช่วยลดความเสี่ยง NPL ในพอร์ตสินเชื่อได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: เดลินิวส์