จากแนวคิดที่เคยเป็นเพียงข้อเสนอ วันนี้กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับมาตรการ “เกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ” หรือ Early Retirementของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป้าหมายสำคัญ ไม่ได้มีเพียงการเปิดทางให้ข้าราชการสมัครใจลาออกก่อนอายุ 60 ปี แต่รัฐบาลต้องการใช้มาตรการนี้เป็นเครื่องมือ “ปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ” ให้มีขนาดเล็กลงลดภาระรายจ่ายประจำ และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปสู่รัฐบาลดิจิทัลมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ผลักดันแนวคิดนี้ ให้เหตุผลว่า ระบบราชการกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี และ AI หากยังคงโครงสร้างกำลังคนแบบเดิม อาจทำให้ภาครัฐมีคนมากกว่างาน และไม่สามารถปรับตัวให้ทันโลกยุคใหม่ แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือการเปิดกว้างถึงข้าราชการ “อายุ 40 ปีขึ้นไป” ซึ่งถือว่าอายุน้อยเมื่อเทียบกับภาพจำของการเออร์ลี่รีไทร์ในอดีต
และหลังสำนักงาน ก.พ. เปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการนำผลความคิดเห็นเข้าสู่การหารือร่วมระหว่าง ก.พ. – ก.พ.ร. – สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม โดยมีนายปกรณ์ เป็นประธาน ข้อสรุปเบื้องต้น กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ข้าราชการที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี โดยไม่นับเวลาราชการทวีคูณ, ส่วนกลุ่มที่สอง คือ อายุ 40 ถึง 49 ปี และมีอายุราชการไม่น้อยกว่า 10 ปี
จุดสำคัญคือ ทั้งสองกลุ่มจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็น “เงินก้อน” ในอัตราเดียวกัน โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 12 เท่าของเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดต่อไป
อย่างไรก็ตาม เงินก้อนนี้ไม่ได้หมายความว่าใครสมัครก็ได้เงินสูงสุด 12 เท่า เพราะตัวเลข 12 เท่าเป็นเพดานสูงสุด ส่วนรายละเอียดว่าแต่ละรายจะได้รับเท่าใด ยังต้องจัดทำหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนก่อนเสนอ ครม.
และนี่คือหัวใจของมาตรการ เมื่อมีคนออก ตำแหน่งก็ต้องลดลง โดยส่วนราชการจะต้องยุบตำแหน่งให้เท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการ แต่ไม่จำเป็นต้องยุบตำแหน่งเดียวกับที่ผู้เข้าร่วมเคยดำรงอยู่สามารถบริหารจัดการตำแหน่งที่จะยุบได้ตามความเหมาะสม
เท่ากับว่า รัฐบาลไม่ได้เพียง “จ่ายเงินเพื่อให้คนออก” แต่ต้องการให้การออกของคน นำไปสู่การลดขนาดโครงสร้างราชการอย่างถาวร
อีกเงื่อนไขสำคัญ คือ ผู้เข้าร่วมมาตรการจะถูกห้ามกลับเข้ารับราชการ หรือกลับไปเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท
ขณะเดียวกัน ส่วนราชการจะสามารถจ้างบุคลากรภายนอก หรือ Outsource เพื่อเข้ามารองรับภารกิจที่จำเป็น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation
นี่จึงสะท้อนว่า เป้าหมายของรัฐบาลอาจไม่ใช่เพียง “ลดจำนวนข้าราชการ” แต่เป็นการเปลี่ยนจากระบบที่รัฐเป็นผู้จ้างบุคลากรจำนวนมาก ไปสู่ระบบที่ใช้เทคโนโลยีและการจ้างภายนอกเข้ามาทำงานบางประเภทแทน
แต่เมื่อมองอีกด้าน มาตรการนี้ก็มีคำถามสำคัญฝ่ายที่สนับสนุนมองว่า หากภาครัฐมีงานบางประเภทที่เทคโนโลยีสามารถทำแทนคนได้ การลดกำลังคนที่ซ้ำซ้อนก็เป็นเรื่องจำเป็น และเงินที่เคยใช้กับบุคลากรในระยะยาว สามารถนำไปเพิ่มพื้นที่ให้กับงบลงทุนและภารกิจที่จำเป็นมากกว่า
โดยเฉพาะในยุค AI ที่ลักษณะงานเปลี่ยนเร็ว การเปิดทางให้คนวัย 40 กว่าปีที่มีความพร้อมและสมัครใจออกไปประกอบอาชีพใหม่ จึงอาจเป็นการเปิดทางให้ทั้งคนและระบบปรับตัวพร้อมกัน ขณะที่ฝ่ายที่กังวลตั้งคำถามว่า “40 ปี” อาจเร็วเกินไป
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบราชการบางส่วนเตือนว่า การเปิดทางให้คนรุ่นกลางออกจำนวนมาก อาจทำให้ภาครัฐสูญเสียบุคลากรที่มีทั้งประสบการณ์ ความรู้เฉพาะทาง และความสามารถในการถ่ายทอดงานให้คนรุ่นใหม่ อีกทั้งหากคนที่มีศักยภาพสูงเป็นกลุ่มแรกที่สมัครใจออก รัฐอาจกลายเป็นฝ่าย “เสียคนเก่ง” มากกว่าการลดคนที่ไม่จำเป็น
ที่สำคัญคือ การจ่ายเงินก้อนในวันนี้ ไม่ได้แปลว่าจะประหยัดงบประมาณทันที เพราะรัฐบาลต้องมีต้นทุนในการจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ผู้เข้าร่วม ขณะที่ผลประหยัดจริงจะเกิดขึ้นในระยะยาวจากการลดตำแหน่งและภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
จึงต้องตอบให้ได้ว่า คนที่ออกไปนั้นเป็น “ตำแหน่งที่ไม่จำเป็น” จริงหรือไม่ และงานที่เหลือสามารถใช้เทคโนโลยีหรือ Outsource ทดแทนได้จริงแค่ไหน
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีเสียงสะท้อนว่า แม้จะไม่คัดค้านหลักการ Early Retirement แต่หน่วยบริการกลับยังขาดแคลนบุคลากรจำนวนมาก และบางพื้นที่ต้องพึ่งพาการจ้างรูปแบบอื่นรวมถึงการจ้างผู้เกษียณกลับมาทำงาน
นั่นหมายความว่า การลดคนแบบเหมารวมอาจไม่ตอบโจทย์ทุกกระทรวง เพราะบางหน่วยงานอาจมีคนเกินงาน แต่บางหน่วยงานกลับมีงานเกินคน ดังนั้น ความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนสมัครใจออกจากราชการให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การ “เลือกให้ถูกว่าใครควรออก ตำแหน่งไหนควรยุบ และงานใดควรเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัล”
หลังจากนี้ สำนักงาน ก.พ. จะนำรายละเอียดไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ หรือ คปร. และเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป
ดังนั้น ณ เวลานี้ สิ่งที่เห็นชัดแล้วคือ “หลักการ” แต่ยังไม่ใช่กติกาสุดท้ายสำหรับข้าราชการทุกคน และท้ายที่สุด Early Retirement ครั้งนี้ อาจเป็นมากกว่าโครงการเกษียณก่อนกำหนด หากทำสำเร็จ ประเทศอาจได้ทั้งระบบราชการที่คล่องตัวขึ้น และงบประมาณที่มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับการพัฒนาประเทศ แต่หากออกแบบพลาด สิ่งที่รัฐอาจต้องจ่าย ไม่ใช่เพียงเงินก้อน 12 เท่า แต่อาจหมายถึงการสูญเสีย “คนรุ่นกลาง” และองค์ความรู้ของระบบราชการที่สร้างสมมานานหลายสิบปี. . .
ที่มา: INN