“ศุภชัย” ย้อน”อภิสิทธิ์”อย่าใช้สันนิษฐานกล่าวหา ยึดครองสว.

“ศุภชัย” ย้อน”อภิสิทธิ์”อย่าใช้สันนิษฐานกล่าวหา ยึดครองสว.

“ศุภชัย” ย้อน”อภิสิทธิ์” ก่อนกล่าวหา”ภูมิใจไทย” ยึดครอง สว. อย่าใช้สันนิษฐาน เปิดประวัติประชาธิปัตย์ เคยบอยคอตเลือกตั้ง 2 ครั้ง ก่อนวิกฤตจบด้วยรัฐประหาร”ล้มล้างการปกครองหรือไม่”

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังตั้งคำถามพรรคการเมืองส่งคน “ยึดครองวุฒิสภา”และอาจใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองหรือไม่ ย้ำข้อกล่าวหาร้ายแรงต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานทางการเมือง พร้อมย้อนประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ เคยไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง

ทั้งปี 2549 และ 2557 ชี้หากกล่าวหา “สว.สีน้ำเงิน” หรือ ภท. ส่งคนเข้าไปยึดครองวุฒิสภา ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “ใครส่งใคร ส่งอย่างไร มีคำสั่งหรือข้อตกลงอะไร” ก่อนเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยมีข้อความที่โพสดังนี้”ก่อนกล่าวหาภูมิใจไทย ยึดครองวุฒิสภา ลองย้อนดูประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองจะ “โดยเปิดเผยหรือแอบ” ส่งคนมายึดครองวุฒิสภา เข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ เพื่อช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือวุฒิสภาผิด และทำให้ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้หรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคนเหล่านี้กำลังใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครองหรือเปล่า” คำถามนี้รุนแรง และพาดพิงถึงรากฐานของระบอบประชาธิปไตยโดยตรง

พรรคภูมิใจไทย จึงมีสิทธิถามกลับเช่นเดียวกันว่า ก่อนจะกล่าวหาพรรคการเมืองอื่นว่า “ยึดครองวุฒิสภา” หรือถึงขั้น “ล้มล้างการปกครอง” เราควรใช้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หรือใช้เพียงความรู้สึกและข้อสันนิษฐานทางการเมือง หากมีหลักฐานว่าพรรคภูมิใจไทยหรือบุคคลใดกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ก็ขอให้นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ให้ กกต. ศาล หรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัย

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุด การพูดในลักษณะเสมือนว่ามีพรรคการเมือง “ส่งคนเข้าไปยึดครองวุฒิสภา” ย่อมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะ ข้อกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางกฎหมายและถ้าจะพูดกันถึงเรื่อง “ประชาธิปไตย” ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดประวัติศาสตร์ดูด้วยมาตรฐานเดียวกัน

พรรคประชาธิปัตย์เคยตัดสินใจ ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นตัดสินใจบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งที่สอง การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีมติ ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง อีกครั้ง ท่ามกลางกระแส “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนกหวีดคือภาพจำของคนทั้งประเทศ และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ วิกฤตการเมืองทั้งสองช่วงจบลงด้วยการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557

ผมไม่ได้กล่าวว่า การไม่ส่งผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร เพราะการกล่าวเช่นนั้นเป็นการสรุปเหตุและผลเกินกว่าข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่ควรถามคือ ในวันที่พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้าสู่สนามเลือกตั้งและให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เหตุใดจึงเคยเลือกไม่เข้าสู่สนามเลือกตั้งถึงสองครั้ง

วันนี้จึงเป็นเรื่องน่าคิด เมื่อพรรคที่มีประวัติศาสตร์เช่นนี้กลับตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอื่นอย่างรุนแรงถึงขั้นว่า กำลังใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครองหรือเปล่า”

ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองหนึ่งจะสามารถประกาศว่าใครเป็น “สว.ของพรรคไหน” ได้จากความใกล้ชิด จากการลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกัน หรือจากข้อกล่าวหาทางการเมือง

หากจะกล่าวว่าใครเป็น “สว.สีน้ำเงิน” หรือเป็นคนที่พรรคภูมิใจไทย “ส่งเข้าไปยึดครองวุฒิสภา” ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครส่งใคร ส่งอย่างไร มีคำสั่งอะไร มีการตกลงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างไร และพฤติการณ์ใดเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

เพราะหลักนิติรัฐไม่ได้ตัดสินคนด้วยสี ไม่ได้ตัดสินด้วยฉายาทางการเมือง และไม่ได้ตัดสินด้วยการพูดซ้ำ ๆ จนสังคมเชื่อ แต่ตัดสินด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมาย

พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธสิทธิของนายอภิสิทธิ์ ในการตั้งคำถาม นายอภิสิทธิ์มีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ และพรรคภูมิใจไทยก็มีเสรีภาพที่จะถามกลับเช่นกันว่า หลักฐานอยู่ที่ไหนหากมี ก็ให้นำออกมาและพิสูจน์กันตามกฎหมาย แต่หากยังไม่มี ก็ไม่ควรนำข้อสันนิษฐานทางการเมืองมาประกาศเป็นข้อเท็จจริง แล้วขยายไปถึงข้อกล่าวหาร้ายแรงว่าอีกฝ่ายกำลัง “ล้มการปกครอง”

ที่มา: INN