จากกรณีปมขัดแย้งเรื่องที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ซึ่งทางทายาทของผู้บริจาคที่ดินให้วัดดำเนินการฟ้องร้องเพื่อต้องการนำที่ดินกลับคืนมา หลังพบว่าหลังโฉนดที่ดินยังเป็นชื่อของนายเฮียง พิมพ์ศรี แม้ศาลจะมีคำพิพากษาแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายจะออกมายืนยันตรงกันว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของวัด แต่ทางทายาทก็ยังไม่ยอมหยุด โดยมี น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือ “ป้าดา” เป็นผู้ดำเนินการร้องเรียนออกสื่อตามที่ต่างๆ และล่าสุดยังเปิดตัว นายวรเดช ช่างบุ ซึ่งหลังจากออกรายการดังรายการหนึ่ง ได้รับฉายาใหม่ว่า “พี่แหวน” อดีตผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้ามาเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับกลุ่มทายาท พร้อมทั้งเปิดประเด็นใหม่ เรื่องการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามปี 2535 แต่กลับมีการประกาศตั้งวัดในปี 2541 นั้น
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากกองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็น หนังสือทะเบียนวัดทั่วราชอาณาจักร ตามระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2525 เล่ม 2 จัดพิมพ์โดยกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ สำรวจ รวบรวม และเรียบเรียงโดย ฝ่ายบูรณะและพัฒนาวัด กองพุทธศาสนสถาน ฝ่ายการคณะสงฆ์ สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม ฝ่ายข้อมูลและสถิติ กองแผนงาน กรมการศาสนา พิมพ์ที่ โรงพิมพ์กรมการศาสนา ถนนบำรุงเมือง กรุงเทพมหานคร โดยพบรายชื่อ วัดป่าอดุลยาราม อยู่ในหน้าที่ 1488 เป็นวัดในลำดับที่ 7 ของ ต.ในเมือง เขต 2
ขณะที่ในคำนำของหนังสือทะเบียนวัดดังกล่าว โดยนายชำเลือง วุฒิจันทร์ อธิบดีกรมการศาสนา มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า วัดเป็นสถาบันพระพุทธศาสนาประจำสังคมไทยทุกระดับ และเป็นของประชาชนในแต่ละชุมชนทั่วราชอาณาจักร แม้ในเมืองในนครหรือมหานคร ความรู้สึกเป็นเจ้าของวัดจะน้อยลง แต่ในชนบททั่วไปความรู้สึกนี้ยังมั่นคงและจริงจังอยู่ทั่วไป วัดแต่ละวัดมีที่ดินและทรัพย์สินอันเรียกว่าศาสนสมบติ มีกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ โบสถ์ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่เรียกว่า เสนาสนะ มีเจ้าอาวาสและพระภิกษุสามเณร พำนักอาศัยอยู่เป็นการประจำ เพื่อดำเนินกิจการวัด และกิจการพระศาสนาให้แก่สังคม วัดทุกวัดจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนนิติบุคคลในการทำนิติกรรมต่างๆ ตามกฎหมาย
วัดที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจะต้องได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ตั้งวัด ย้ายวัดหรือรวมวัดตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 หรือพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งจะมีการประกาศตั้งวัดในราชกิจจานุเบกษาเป็นหลักฐาน ส่วนวัดที่ได้มีการสร้างหรือตั้งมาก่อนวันที่ 14 ต.ค. 2484 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้พระราชบัญญติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 จะต้องมีหลักฐานแสดงว่ามีพระภิกษุอยู่ประจำพรรษาที่วัดนั้น โดยมีเจ้าคณะผู้ปกครองฝ่ายสงฆ์รับไว้ในปกครองดูแลตลอดมา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือได้ขึ้นทะเบียนที่ดินของวัดไว้แล้ว และมีเสนาสนะมั่นคง สมควรเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ สำหรับวัดที่ได้สร้างหรือตั้งมาก่อนเป็นวัดโดยสมบูรณ์แล้ว เกิดร้างไป ก็ต้องได้รับการประกาศยกเป็นวัดมีพระสงฆ์ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ พ.ศ. 2514 ก่อน จึงถือเป็นวัดตามกฎหมาย ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลได้
ทั้งนี้ หนังสือทะเบียนวัดทั่วราชอาณาจักร ตามระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2525 จัดพิมพ์ขึ้นในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี พ.ศ. 2525 โดยจัดทำเป็น 2 เล่ม ซึ่งเล่ม 1 เป็นวัดมหานิกายพื้นที่หนกลางและหนเหนือ ส่วนเล่ม 2 เป็นวัดในพื้นที่หนตะวันออกและหนใต้ และวัดในคณะธรรมยุตทั่วราชอาณาจักร
ที่มา: เดลินิวส์