“พระอาจารย์ศตวรรษ” ย้อนความหลังครั้งจำพรรษาวัดป่าอดุลยารามเมื่อปี 2536 พาชมกุฏิ-หอพระเก่า พร้อมภาพเดินบิณฑบาต ยืนยันบริเวณประตูที่ถูกนำท่อ-ปูนมาปิดกั้น เดิมเป็นทางเกวียนและเส้นทางพระใช้มานาน พร้อมถามกลับ สิ่งที่บอกว่าเป็นของ “ป้าดา-ทายาทตาเฮียง” วันนี้มีอะไรหลงเหลือ ขณะที่ของวัดยังอยู่ครบ
29 สิงหาคม 2569 - เมื่อเวลา 09.00 น. ที่วัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น พระอาจารย์ศตวรรษ กตุสีโร พระลูกวัดวัดป่าอดุลยาราม พาสื่อมวลชนชมกุฏิพระและหอพระเก่า ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งที่ท่านมาจำพรรษาที่วัดป่าอดุลยารามเมื่อปี 2536 หรือเมื่อ 33 ปีก่อน
พร้อมกันนี้ พระอาจารย์ศตวรรษยังนำภาพถ่ายในอดีตขณะเดินบิณฑบาตจากบริเวณประตูหน้าวัดฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาแสดง โดยบริเวณดังกล่าวปัจจุบันเป็นประตูโขงของวัด ซึ่งก่อนหน้านี้ “ป้าดา” และพวกได้นำท่อระบายน้ำและปูนมาเทปิดกั้น จนนำไปสู่การดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันบุกรุก
พระอาจารย์ศตวรรษระบุว่า บริเวณดังกล่าวในอดีตเป็นทางเกวียน ป่าช้า และเป็นพื้นที่ของวัดที่มีมาแต่เดิม รวมทั้งเป็นเส้นทางที่พระใช้เดินบิณฑบาตจากวัดไปยังชุมชนหนองแวงและมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเมื่อ 33 ปีก่อน พื้นที่บริเวณดังกล่าวยังมีสภาพเป็นทางเกวียนและป่า
พระอาจารย์ศตวรรษ กล่าวว่า เคยมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ 1 พรรษา หรือประมาณ 3 เดือน ในช่วงเข้าพรรษาปี 2536 ขณะนั้นศาลาการเปรียญหลังใหม่ยังไม่มี มีเพียงศาลาที่กำลังนั่งสนทนากันในปัจจุบันและศาลาไม้เก่า พระภายในวัดยังต้องช่วยกันโยกน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ และสภาพทั่วไปของวัดยังเป็นป่า
ขณะนั้นบิดาของพระอาจารย์ศตวรรษให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อสุพัฒน์ เจ้าอาวาสรูปแรกและเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน เสมือนพี่ชายน้องชาย โดยพระอาจารย์ศตวรรษเรียกท่านว่า “หลวงอา” จึงมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ และพักอยู่ที่กุฏิเก่า ซึ่งหิ้งพระที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันก็มีมาตั้งแต่เมื่อกว่า 30 ปีก่อน
“บรรยากาศเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว วัดของเราเงียบมาก คนเก่าคนแก่ในชุมชนมาจำพรรษาที่วัด นอนกันเต็มกุฏิแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษามาฟังสวดมนต์ทำวัตร มายืนเกาะกำแพงไม้ตอนสวดมนต์ ตอนนั้นคนมาวัดเยอะมาก จากอดีตถึงปัจจุบัน”
พระอาจารย์ศตวรรษกล่าวว่า กุฏิหลังดังกล่าวมีมาตั้งแต่ตั้งวัดจนถึงปัจจุบัน หลังจากบวชทดแทนบุญคุณบิดาและจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ครบ 3 เดือน จึงลาสิกขา ก่อนกลับมาบวชอีกครั้ง และปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 6 ของการจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ โดยยังจำภาพในอดีตได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังมีกุฏิหลังสีขาว ซึ่งเดิมเป็นห้องสมุด โดยในช่วงที่จำพรรษา 3 เดือน พระอาจารย์ศตวรรษพักอยู่ที่กุฏิหลังเก่าแห่งนี้ทุกวัน และนอนบริเวณหน้าหิ้งพระ ขณะที่พระพุทธรูปเก่าแก่ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2511 ก็ยังประดิษฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน
ส่วนในปี 2520 มีพระประธานที่ได้รับการถวายจากญาติโยมเพิ่มเติม ปัจจุบันเมื่อกุฏิเก่าไม่มีพระพักอยู่แล้ว หลวงพ่อจึงนำมาประดิษฐานไว้ที่กุฏิแห่งนี้ ซึ่งพระอาจารย์ศตวรรษระบุว่า ยังจดจำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ
พระอาจารย์ศตวรรษ กล่าวต่อว่า เมรุในอดีตเป็นกองฟอน ใช้วิธีเผาศพตามธรรมชาติ ซึ่งยังจำภาพเหล่านั้นได้ทั้งหมด โดยในช่วงแรกยังรู้สึกกลัวผี แต่เมื่อจำพรรษาอยู่นานก็เกิดความคุ้นเคย ขณะที่คนเก่าคนแก่ในอดีตต่างเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปตามสัจธรรม
“วันนี้คนเก่าคนแก่ในอดีตนั้นได้เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรม อะไรที่บอกว่าของป้าดา หรือของทายาทของตาเฮียง มีอะไรหลงเหลือบ้าง มีแต่ของวัดที่ยังมีอยู่ครบ”
พระอาจารย์ศตวรรษกล่าวด้วยว่า วัดป่าอดุลยารามมีสภาพร่มรื่นและสมถะมาโดยตลอด เนื่องจากเจ้าอาวาสชอบความสงบและต้องการรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ แม้ที่ผ่านมาเคยมีผู้มาขอสร้างพญานาคหรือพญาครุฑภายในวัด แต่เจ้าอาวาสไม่รับและไม่ต้องการให้สร้าง
“แรก ๆ ก็น่ากลัว แต่จำพรรษานานก็เป็นไปตามที่หลวงพ่อต้องการ มีป่าไม้ ต้นไม้ ร่มรื่น คงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง วันนี้จะมาบอกว่าวัดรก หมา ไก่เขี่ยเยอะแยะ ต้องบอกว่าพระทั้งนั้นที่พากันทำ บางทีพระกวาด ท่านก็กองรวมไว้ใต้ต้นไม้ หรือในจุดที่เหมาะสม ไก่ก็คุ้ยเขี่ยไปหมด อย่ามาว่าพระทิ้งหรือพระไม่ทำ”
พระอาจารย์ศตวรรษระบุด้วยว่า หลายครอบครัวเดินทางมาทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษที่เก็บอัฐิไว้ภายในวัด ตามสถานที่เก็บอัฐิหรือธาตุต่าง ๆ บางครั้งนำสิ่งของมาวางเรียงไว้ เมื่อไหว้เสร็จก็เดินทางกลับโดยไม่ได้เก็บสิ่งของกลับไป ทำให้สุนัขเข้ามาคุ้ยเขี่ยหรือกินสิ่งของเหล่านั้น
โดยเฉพาะช่วงบุญข้าวสาก ออกพรรษา และสงกรานต์ จะมีสิ่งของอยู่ภายในวัดเป็นจำนวนมาก และเมื่อพระเก็บไม่ทันกลับถูกมองว่าวัดรกหรือไม่สะอาด
“ไหว้เสร็จก็พากันกลับ ที่เหลือพระก็ต้องมาพากันเก็บ พอเก็บไม่ทันก็บอกว่าวัดรก ไม่สะอาด จึงขอให้ญาติโยมที่มาวัดได้ช่วยกันรักษาความสะอาดด้วย”.
The post พระลูกวัดย้อน 33 ปี วัดป่าอดุลยาราม ถาม ‘ป้าดา-ทายาทตาเฮียง’ ของที่อ้างอยู่ไหน appeared first on .
ที่มา: ไทยโพสต์