จุดเริ่มต้นจากบัตรสนเท่ห์! ตำรวจเปิดเบื้องหลังจับ “สมีโชติ”

จุดเริ่มต้นจากบัตรสนเท่ห์! ตำรวจเปิดเบื้องหลังจับ “สมีโชติ”

จุดเริ่มต้นจากบัตรสนเท่ห์! ตำรวจเปิดเบื้องหลังจับ “สมีโชติ”

ตร. เผย เบื้องหลังการจับกุม “สมีโชติ” ยาก เหตุ ต้องทำแบบลับๆ-เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

[img:0]

วันที่ 11 ก.ย. 69 พ.ต.ท.สมเดช สาระบรรณ์ รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.1 บก.ป.) เปิดเผยเบื้องหลังในการจับกุมสมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ว่า มันเริ่มมาจากหนังสือร้องเรียน หรือ บัตรสนเท่ห์ ที่ทางกองปราบ กอง 1 ได้รับครั้งแรก เมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎา จากนั้นก็ได้รับการมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีการตรวจสอบข้อมูลตามหนังสือร้องเรียน

โดยในระหว่างที่ตรวจสอบ ก็มีบัตรสนเท่ห์ ส่งมาอีก 1 ฉบับ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม จากผู้ที่ไม่เปิดเผยนามคนเดิมแต่ฉบับที่ 2 นี้ มาพร้อมกับแฟลชไดรฟ์ที่มีภาพ และข้อมูล ที่สอดรับกับข้อมูลที่มีการพิสูจน์ทราบมาตามหนังสือร้องเรียนฉบับแรก ซึ่งปรากฏว่าพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 2 ประเด็นคือ พฤติกรรมในทางชู้สาว และประเด็นเรื่องการทุจริตเงินของวัด

ทั้ง 2 ประเด็น ต้องแยกในส่วนของพระธรรมวินัยสงฆ์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นกระบวนการและการดำเนินการผู้บังคับบัญชาของพระสงฆ์ กับสำนักงานพุทธ

ในส่วนของคดี ที่ต้องเจาะลึกลงไปว่า ตามหนังสือร้องเรียนเรื่อง การทุจริตเงินวัด มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ และสุดท้ายพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง โดยพบมูลค่าความเสียหาย เบื้องต้นประมาณ 100 ล้านบาท

จากนั้นได้มีการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และนำเข้าสู่กระบวนการร้องทุกข์กล่าวโทษ และเสนอคำร้องขออนุมัติหมายจับต่อศาล ซึ่งนี้เป็นที่มาของการปฏิบัติการจับกุมตัวและเข้าตรวจค้นเมื่อวานนี้ (10 ก.ย.)

สำหรับความยากในการทำคดีแบบลับๆ นัั่นมีความยากเสมอ เพราะตั้งแต่ได้รับหนังสือร้องเรียนมา มีเจ้าหน้าที่รู้ประมาณ 4-5 คน เนื่องจากข้อมูลที่ต้องประสาน ข้อมูลที่ต้องขอ หรือการสืบสวน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยาก และละเอียดอ่อน อีกทั้งเป็นเรื่องของพระภิกษุ ที่เป็นสัญลักษณ์ของศาสนา ก็ยิ่งต้องเพิ่มความละเอียดอ่อนเข้าไปอีก

[img:1]

ขณะที่ พ.ต.ท. กฤษฎา พลายละหาร รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ที่เคยไปกราบไหว้ สมีโชติ และเป็นตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย

พ.ต.ท.กฤษฎา เล่าว่า ตัวเองเคยเข้าไปกราบประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว แล้วก็ไปบ่อย เนื่องจากตนเองเป็นคนนครศรีธรรมราช แล้วก็มีความนับถือองค์จตุคามรามเทพ จึงพยายามหาที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด และวัดนี้ก็มีชื่อเสียง จึงเข้าไปกราบไหว้ และไปเจอกับหลวงพ่อโชติในขณะนั้น ซึ่งท่านก็มีคนกราบไหว้เยอะ จึงคิดว่าคงเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตนเองก็เข้าไปกับภรรยาเกือบทุกๆ 2 เดือน แต่ช่วงหลังมาก็ไม่ได้เข้าไปแล้ว

พ.ต.ท.กฤษฎา ยอมรับว่า หลังจากที่ได้เห็นตัวหนังสือร้องเรียนครั้งแรก ความรู้สึกส่วนตัวไม่เชื่อ เพราะว่าเราเคยเห็นมา ท่านก็เป็นคนที่นิ่งๆ จึงไม่เชื่อ แต่ก็พยายามแสวงหาพยานหลักฐานโดยตัวเราเอง เพราะว่าเคสนี้เป็นชั้นความลับ รู้กันแค่ 5-6 คน จึงไปดำเนินการสืบสวนด้วยตัวเอง โดยใช้วิธีการของตำรวจ และก็ได้ข้อมูลมา ซึ่งก็สอดรับกับหนังสือร้องเรียนฉบับที่ 2 ที่มีแฟลชไดร์ฟคลิปมา จึงเชื่อได้ว่ามีการเสพเมถุนจริง

พ.ต.ท.กฤษฎา ระบุว่า ไม่ได้ถึงขั้นเข้าไปแฝงตัว เพราะปกติตนก็ไปอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าเรียกว่าแฝงตัวเลย และจากการสืบสวนด้วยตัวเอง ก็พบถึงพฤติกรรมของสมีโชติ

“สิ่งที่บ่งบอกก็คือพฤติกรรมของตัวพระ เมื่อเราเข้าไปหากสังเกตดูดีๆเราก็จะเห็นเลยว่าตัวพระ กับตัวสีกา มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ มีการส่งสายตา ซึ่งมันไม่ใช่สายตาปกติที่ส่งหากัน มันเป็นสายตาที่ตนเองเป็นนักสืบ เราก็มีเซนส์อยู่ว่ามันผิดปกติ แล้วเราก็มีพยานหลักฐานตัวอื่นด้วย ซึ่งตรงนี้อยู่ในชั้นสอบสวน ไม่สามารถเปิดเผยได้”

ซึ่งพบว่ามันแมตช์กันถึงออกมาว่ามีการเสพเมถุนจริง และก็เป็นเหตุจูงใจให้ต้องมีการยักยอกเงิน เพราะพระถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย แต่ถ้าพระมีสีกามันก็จะต้องมีเงินไปเลี้ยงดูเขา ปิดปากเขา เพื่อไม่ให้เขาพูด

เมื่อถามถึงเส้นเงินว่าไปแตะถึงสีกาเริ่มตั้งแต่ช่วงปีไหน พ.ต.ท.กฤษฎา บอกว่า ตรงนี้อยู่ในสำนวน ซึ่งให้ทางพนักงานสอบสวนเขาว่าไป

ส่วนตัวในฐานะลูกศิษย์ พอทราบว่าเป็นเรื่องจริง หมดศรัทธาหรือไม่ เจ้าตัวบอกว่า สำหรับตน พระพุทธศาสนาก็ยังน่าเลื่อมใสเหมือนเดิม คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังคงเป็นหลักธรรมที่เป็นความจริงแท้แน่นอน พระพุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม มันเสื่อมที่คน เพราะฉะนั้นก็อยากฝากไปถึงพี่น้องประชาชนอยากให้ยังคงปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในหลักคำสอนต่อไป เชื่อว่าจะดีต่อประเทศชาติ

เมื่อถามถึงประเด็นเรื่องคลิปภาพ ที่ปรากฏนั้นเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของวัด หรือเป็นการตั้งกล้องแอบถ่าย พ.ต.ท.กฤษดา บอกว่า ตนเองไม่แน่ใจ เพราะที่ตำรวจได้รับ มันมี 2 คลิป ซึ่งจะไม่ตรงกับที่เผยแพร่ทางโซเชียล ซึ่งทางโซเชียลมีคลิปเยอะมาก ซึ่งทางตรงนั้นตำรวจไม่ได้มีเพียงแค่สองคลิป

โดย 1 ในนั้น เชื่อว่าเป็นกล้องของทางวัด เพราะมีมุมกล้องที่ตรงกับที่อยู่หน้าห้องของเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นมุมเดียวกัน โดยมีกล้องวงจรปิดอยู่ที่ 48-60 ตัว ส่วนที่เห็นว่าถือโทรศัพท์ตลอดเวลา น่าเชื่อว่าเป็นการดูภาพกล้องวงจรปิด

สำหรับพฤติกรรมการเสพเมถุน กับสีกา จากคลิปที่เราได้รับมาตัวแรก เริ่มต้นตั้งแต่ 5 เมษายนของปีนี้ ส่วนคลิปที่สองคือ 17 กรกฎากรกฎาคมปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะการทำมาเรื่อยๆ เชื่อว่ามีการทำมาแต่ก่อนแล้ว เพราะตัวสีกาก็อยู่ที่วัดมาเกือบ 20 ปีแล้ว

เมื่อสอบถามว่ามีสีการูปอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยืนยันว่า หากมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือถ้าเจอก็จะดำเนินคดี

ส่วนว่าจะมีการพบเส้นเงินอื่นๆ ด้วยหรือไม่นั้น นอกจากสีกาเอ๋ พันตำรวจโทกฤษดา บอกว่า ถ้าบอกว่าเส้นเงินพบคนเดียวมันก็แปลก มันก็พบเยอะ แต่ของสีกาเอ๋มันมีคลิปมาประกอบ และนี่เป็นมูลเหตุว่าทำไมพระ ถึงต้องยักยอกเงินวัด เพราะต้องเอาเงินไปดูสีกา

ที่มา: One31