ที่นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” และเบื้องหลัง “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนไทย และประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องการไร้หลักนิติรัฐ ไร้นิติธรรม ประชาชนไม่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม และการละเมิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด
โดย “ม็อบสนธิ” ขุดประเด็น “กลุ่มชาวยิว” ที่เข้ามาแฝงตัวและตั้งรกรากในประเทศไทย จนขยายตัวและสร้างอิทธิพลไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เชียงใหม่ ปาย รวมไปถึงมีรายงานข่าวที่ขยายตัวไปถึงภาคอีสาน ปลุกคนไทยรักชาติรุกขึ้นต่อต้าน ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงประเด็น “ดาต้าเซ็นเตอร์” กำลังเป็นที่หวั่นวิตกของคนทั้งประเทศ เพราะมีการตั้งฐานลักลอบสำรองน้ำมันไว้นับแสนลิตรในใจกลางชุมชน
บริเวณย่าน พระราม 9 แบบไร้กฎเกณฑ์ควบคุม กลายเป็นการแย่งใช้น้ำ ใช้ไฟ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายชุมชนในท้องถิ่น
ไฟม็อบเริ่มจุดติด เพราะเป็นประเด็นที่กระทบกับประชาชนคนไทยโดยตรง และรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดีเท่าที่ควร จนกระแสสังคม เหลืออดกับความ “ไร้น้ำยา” ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะ “กระแสรักชาติ” จุดติดขึ้นมา แม้ไม่ได้หวังจะล้มรัฐบาล เพียงต้องการกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหา เพราะหน่วยงานรัฐเองก็ถูกตั้งคำถามว่าอาจปล่อยปละละเลย หรือ “ปิดตาข้างหนึ่ง” จนปัญหาขยายตัว ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงปะทุทางการเมือง ย่อมเสี่ยงกระทบต่อเสถียรภาพของ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ไม่มากก็น้อย
วงล้อม “ม็อบน้ำหมาก-ม็อบพลังคนรุ่นใหม่” ขยับเกมเดินเข้าถึงตัว “ผู้นำประเทศ” ล่าสุดตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลและพลังงาน บุกเข้าถึงตัวนายกฯ ยื่นหนังสือเรียกร้องผลกระทบด้านพลังงาน เล่นเอาเจ้าตัวชะงักรีบกล่าวเปิดงาน เดินเยี่ยมชมบูธแบบรีบเร่ง ก่อนรีบขึ้นรถเดินทางกลับทันที ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเหมือนทุกครั้ง เพื่อลดแรงเผชิญหน้ากลุ่มมวลชนกำลังเดือดไฟลุก ที่อาจจะลุกฮือบุกเข้ามาประชิดตัวอีกก็เป็นได้
ฉากทัศน์ทางการเมืองเป็นโจทย์ใหญ่ที่ “นายกฯ อนุทิน” ต้องรีบดับไฟตั้งแต่ต้นลม ก่อนที่ไฟจากปัญหาจะลุกลามกลายเป็นไฟการเมืองที่ยากต่อการควบคุม แม้นายกฯ จะบอกว่า ไม่ติดใจกับสารพัดม็อบที่ลงถนน และขอให้ดำเนินการอยู่ภายใต้กติกาและกฎหมาย แต่เป็นเพียงฉากหน้า ฉากหลังมีรายงานข่าวว่า มีการสั่งในวงประชุม สส.ของพรรคภูมิใจไทยให้รัฐมนตรี สส. ฝ่ายพรรคภูมิใจไทย โฆษกรัฐบาลและรองโฆษกรัฐบาลออกมาตอบโต้ ประเด็นที่กลุ่มผู้ชุมนุมหยิบยกมาโจมตีรัฐบาลแบบเรียลไทม์
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวในช่วงเดือนกันยายนทั้ง “ม็อบน้ำหมาก-ม็อบพลังเด็ก” ล้อกับสถานการณ์การเมือง ซึ่งมีการตัดสินคดีความสำคัญคือ คดีฮั้ว สว. คดีนี้หลายฝ่ายจับจ้องว่า การตัดสินของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจเป็น ‘หัวเชื้อชั้นดี’ ในการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลในอนาคตได้
แม้ว่าม็อบในยุคนี้ เป็นเรื่องที่จุดติดยาก แต่การเคลื่อนไหวเรื่อยๆ สะสมกำลังเรื่อยๆ เพื่อรอเงื่อนไขและ ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องไม่ประมาทและต้องระมัดระวัง
แม้วันนี้พลังมวลชนยังไม่ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวแต่ “ผู้นำประเทศ” ต้องตระหนักกับภาวะศึกรอบด้านทั้งหมัดนวด (แรงดันนอกสภา) และหมัดน็อก (การเมืองภายใน) อาจจะกลายเป็นจุดจบของรัฐบาลหรือไม่ เวลานี้จึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบวาระหรือไม่ แต่หมัดชุดไหนจะประเคนเข้าจุดสลบของรัฐบาลได้ก่อนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ จากนี้คงต้องโฟกัสการเมืองทั้งในสภาและการเมืองนอกสภาที่กำลังไฟลุกในเดือนกันยายนเดือด อาจเป็นจุดเปลี่ยน “ล้มกระดาน” รัฐบาลได้หรือไม่คงต้องติดตาม
ที่มา: เดลินิวส์