ในที่สุดคดี “ฮั้ว สว.” ก็มีบทสรุป หลังที่ประชุม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน ได้ประชุมเพื่อลงมติการไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้ออกแถลงด้วยตนเอง ระบุว่า จำนวนผู้ถูกร้องในสำนวนคดีดังกล่าวมีทั้งสิ้น 427 คน ไม่ใช่ 229 คน ตามที่มีการเสนอผ่านสื่อมวลชน และที่ประชุม กกต. มีมติ โดยข้อจำกัดไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร โดยมีการพิจารณาตาม 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี คือ 1.มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือนักการเมือง กระทำการช่วยเหลือผู้สมัคร จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 21 คน กกต. มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา 2.มาตรา 76 วรรคสอง ว่าด้วยผู้สมัครยินยอมให้นักการเมือง ช่วยเหลือให้ได้เป็น สว. จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 140 คน กกต. มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา
[img:0]
3.มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 ว่าด้วยการแนะนำตัวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 175 คน กกต. มีมติสั่งฟ้อง 26 คน ที่เป็น สว. ชุดปัจจุบัน, 1 ราย เป็นผู้มีสิทธิเลือก สว. และบุคคลอื่นจำนวน 15 ราย โดย ไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคการเมือง (กก.บห.) ผู้ใด รวม 42 ราย
4.ข้อกล่าวหาที่ 4-7 คือ มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) ว่าด้วยการให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์, มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) ว่าด้วยการรับจะจัดเลี้ยง, มาตรา 79 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์ และมาตรา 81 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์สำหรับตนเอง โดย กกต. มีมติสั่งฟ้อง สว. ปัจจุบัน 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย นั่นหมายความว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. และ ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ รอดบ่วงจากผลวินิจฉัยครั้งนี้
[img:1]
เชื่อว่าหลังจากนี้พรรคฝ่ายค้าน “ประชาชน (ปชน.)” และ “ประชาธิปัตย์ (ปชป.)” คงเดินหน้าตรวจมอบมติ กกต. อย่างเต็มที่ หลังแกนนำพรรค ภท. ไม่ติดข้อหา ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ห่วงเรื่องถูกร้องเรื่องยุบพรรคตามมา เพราะกฎหมาย ไม่ให้พรรคการเมือง เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเลือก สว.
ด้าน “พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ” ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยวันนี้ทาง กกต. ได้นัดประชุมลงมติวินิจฉัยชี้ขาดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทางพนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบ สำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องนำรายงานความเห็นของ กกต. เข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอเช่นเดียวกัน ดังนั้นแม้ความเห็นของ กกต. จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอนำโดย หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ) จะจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยัง กกต.เพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยมีประเด็นของการสอบปากคำ และพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้ ไร้ผลผูกพันดีเอสไอ
ต้องยอมรับ “คดีฮั้ว สว.” มีความสัมพันธ์กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) 60 ซึ่งแม้ว่าผลการทำประชามติ เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไข แต่ต้องอาศัยเสียงของรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันทั้งสภาล่างและสภาบน อยู่ในการควบคุมของ “พรรค ภท.” ที่เป็นแกนนำรัฐบาล มีเสียงในสภาเกือบ 300 เสียง และในส่วนของวุฒิสภา มี สว.คือประมาณ 150 เสียง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในช่วงนี้ พรรค ปชน.ไม่หยิบยกเรื่องการแก้ไข รธน. เพราะรู้ดีว่าถ้านำเสนอในช่วงนี้ ไม่มีทางผ่านรัฐสภา เพราะนอกจากจะกำหนดให้สภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งสุ่มเสี่ยงกับการขัดคำวินิจฉัยของ รธน. รวมทั้งเป้าหมายที่พรรคส้มเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ ทั้งเรื่องสถาบัน และ กองทัพ ก็เสี่ยงกับโครงสร้างของประเทศที่ยึดคืนมาอย่างยาวนาน
ดังนั้นท่าที “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ กล่าวปราศรัยบนเวที “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตอนหนึ่งว่า การออกจากระบบแบบนี้มีทางเดียวคือ แก้ไข รธน.ปี 60 แต่การจะยื่นแก้ได้ ต้องไปง้อ สว.ให้ได้ 1 ใน 3 หรือ 67 คน ถ้าไม่ได้ ก็คือแก้ไม่ได้ เขาถึงได้มีการยึดไป 140-150 คน เพื่อไม่ให้มีเสียง 67 คนในการมาแก้ระบบนี้ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ประชาชน 21 ล้านเสียง ลงมติให้มีการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นเสียงบริสุทธิ์แห่งความหวังว่าประเทศไทย มีระบบที่ดีกว่านี้ได้ เป็นเสียงของทุกคนที่ประกาศว่า “มึงมาเลยกูไม่ยอมและประเทศไทยต้องดีกว่านี้ได้”
[img:2]
ย้ำว่าเราต้องเดินหน้าจะทำรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ให้ได้ ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะยากเพียงใด และวันที่ 14 ก.ย. สิ่งที่ กกต.ตัดสิน คือต้องเลือกระหว่างประตู 2 บาน บานที่ 1 ถ้าเลือกสั่งไม่ฟ้องใครเลย นั่นแปลว่า เขาเลือกแล้วว่าจะเอาระบบแบบนี้ จะเอา สว.สีน้ำเงินคุมการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ต่อไปข้างหน้า และเรารับรองว่าไม่ว่าร่างไหนจะผ่านออกมา จะต้องเป็นร่างที่ สว.และระบบสีน้ำเงินพอใจ อาจจะต่างกับฉบับ 60 แต่ไม่มีทางดีขึ้น เพราะเป็น รธน.เพื่อคนคนเดียว เป็น รธน.ฉบับสีน้ำเงิน
“ถ้า กกต.เลือกเส้นทางนี้ เลือกเปิดประตูบานนี้ คือเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบที่พวกเราต้องเป็นศัตรูกันตลอดทาง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างใหม่เสนอมาให้อำนาจอยู่ในมือ สว.ที่มาจากการฉ้อฉลนี้ให้เป็นใหญ่กว่าประชาชนคนธรรมดาอย่างเรา เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าต้องทำประชามติ เข้าคูหาก็ต้องโหวตไม่เห็นชอบ และขอยืนยันว่าเราไม่อยากทำ เราอยากมี รธน.ฉบับใหม่ เราไม่อยากเดินทางนั้น แต่ถ้า กกต.เลือกทางที่จะเดินไปสู่อนาคตกับ สว. น้ำเงินเราก็ไม่มีทางเลือกอื่น” นายยิ่งชีพ กล่าว
ผอ.ไอลอว์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามยังมี ประตูบานที่ 2 ให้ กกต.เลือก ถ้าสั่งฟ้องไป เมื่อศาลรับฟ้อง สว.เสียงส่วนใหญ่หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเท่านั้น ระหว่างนี้ใครไม่ผิดก็ไปสู้คดีที่ศาล ใครเชื่อมั่นว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็เอาหลักฐานไปเสนอ แล้วเราจะได้เปิดประตูไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่มีพื้นที่สำหรับความคิดเห็นทุกแบบ ทุกสี ทุกเฉด ทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ที่ไม่ใช่ให้ สว. กลุ่มเดิม สีเดิม ควบคุมทุกอย่าง ซึ่งเส้นทางที่ 2 พรรคภูมิใจไทยยังมี สส.มากที่สุด ยังเป็นรัฐบาลที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นนายกฯ ไม่ต้องห่วง เดินหน้าไป
[img:3]
แต่เสียงในสภาจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีพื้นที่ให้รัฐธรรมนูญใหม่เป็นอะไรก็ยังเป็นไปได้ นี่คือทางเดียว ไม่ใช่ทางเลือก และเราขอยืนยันว่าเส้นทางนี้เส้นทางเดียว เป็นเส้นทางที่เราต้องเดินไป ถ้ายังไม่ถึงวันพรุ่งนี้ ยังไม่ถึงปีหน้า เราก็ต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อวันที่มี รธน.ที่มาจากประชาชน ขอให้ปักหมุดหมายนี้ไว้ ไม่ถึงไม่เลิก ไม่ถึงไม่หยุด และเราจะไปเรื่อยๆ จนกว่าบ้านเมืองจะมีการปกครองที่มาจากประชาชนทุกคน
ท่าทีของ “นายยิ่งชีพ” ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายเดียวกันกับ “พรรคส้ม” คงต้องการมีส่วนร่วมกับการกำหนดทิศทางในการแก้ไข รธน. เพราะในสถานการณ์ปกติ ไม่มีทางที่ร่างการแก้ไขในส่วนของเครือข่ายตนเองไม่มีทางผ่าน ดังนั้น หาก กกต.สั่งฟ้อง สว.จำนวนหนึ่ง และเรื่องนี้ไปถึงศาลฎีกา อาจสั่ง สว.ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมือง ซึ่งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ขั้นตอนยื่นคำร้อง เมื่อ กกต. พิจารณาพยานหลักฐานแล้วยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา การสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทันทีที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา หากผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งเป็น สว. อยู่ กฎหมายกำหนดให้ผู้นั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวทันที
ที่มา: เดลินิวส์