ทีมกฎหมายปชป. ถกปม 7 กกต. ส่งฟ้องฮั้ว สว. แค่ 77 ราย หวังตัดจบ ด้าน “อภิสิทธิ์” ซัด ส่งฟ้องน้อยทำสังคมแคลงใจ ชี้พิรุธ “เอกราช” กลับคำให้การโดนข่มขู่หรือตั้งใจตัดจบคดี แนะสังคมจับตาการเมืองแทรกแซง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายพรรคชุดใหญ่ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานการประชุม โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรมว.วัฒนธรรม และอดีตหัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรค ,นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก และ นายราเมศ รัตนะเชวง ร่วมหารือถึงคำสั่งส่งฟ้องเพียง 77 รายจาก 229 ราย ในคดีการฮั้ว สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้เวลาหารือนาน 2 ชั่วโมง
ต่อมาเวลา 12.00 น. นายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายพรรคร่วม แถลงว่า ตนเคยบอกว่าวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคดี ฮั้ว สว. เมื่อ กกต.ตัดสินใจส่งฟ้องดังกล่าวแล้ว ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า มติของ กกต. ที่ส่งฟ้องแค่ 77 คน น้อยกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ของ กกต. ที่เสนอให้ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหารวม 229 ราย ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ และมติ กกต.นี้ยังส่งฟ้องบุคคลน้อยกว่าความเห็นของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ด้วย จึงน่าสังเกตว่า มติของ กกต. พยายามใช้มาตรฐานโยงเกี่ยวข้องกับคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต. ครอบคลุมทั้งคดีอาญา และคดีเลือกตั้ง คือ แค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กกต.ก็สามารถส่งฟ้องคดีต่อศาลฎีกาคดีเลือกตั้งได้ ตามมาตรฐานการพิจารณาคดีเลือกตั้งของ กกต. ในอดีต ซึ่งในส่วนของพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.พูดถึงแค่ว่า เป็นการถูกพาดพิงจากพยาน ทั้งที่แท้จริงแล้ว กกต. ต้องพิจารณาจากภาพรวม ที่มีพฤติกรรมการกระทำเป็นขบวนการ มีการนัดประชุมในที่ต่างๆ อย่างชัดเจน มากกว่า แยกเป็นการกระทำส่วนบุคคล และน่าพิรุธที่ว่า ก่อนหน้านี้ หลายคน ที่ กกต.ส่งฟ้อง โดยอ้างว่า เป็นบุคคลอื่นก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมืองเดียวกันทั้งหมด
[img:0]
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาที่ 3-7 ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมด โดย กกต. ไม่ได้เอามาพิจารณาว่า คนที่วางแผนทั้งกระบวนการเป็นใคร อีกข้อสังเกตคือ การกลับคำให้การของนายเอกราช ช่างเหล่า อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย (ในขณะนั้น)ที่อ้างว่า ถูกข่มขู่ จากชายนิรนาม ที่ไม่มีชื่อและรายละเอียดใดในสำนวน จึงตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม กกต. จึงไม่เสาะแสวงหาข้อเท็จจริงว่า ชายนิรนาม คนนั้นคือใคร ถือเป็นอีกข้อพิรุธของ กกต. ซึ่งการที่นายเอกราช ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม แล้วอ้างว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ขัดแย้งกันก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะปัจจุบันก็ไม่ขัดแย้งอะไรกัน เดิมนายเอกราชเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แต่ถูกกันตัวเป็นพยาน ต่อมากลับคำให้การ สถานะของนายเอกราชจึงกลับไปเป็นผู้ถูกกล่าวหาเช่นเดิม แต่ทำไม กกต. ไม่ดำเนินคดีใดๆ กับนายเอกราช ฐานเป็นพยานเท็จ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดคำวินิจฉัยส่วนตัวอย่างละเอียด เพื่อให้สังคมรับทราบเหตุผล ที่มารองรับคำวินิจฉัยส่วนตน และจากรายชื่อที่ส่งฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ถูกจัดเป็นในกลุ่มกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคการเมือง อาจเพราะปัจจุบันหลายคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง กก.บห. แล้ว แต่กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส. พรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้เป็น สส. ในช่วงที่มีการเลือก สว. แต่ขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น ซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
[img:1][img:2]
ที่มา: ไทยรัฐ