พบเงินในบัญชี “สมีโชติ” รวมกว่า 300 ล้าน ผบช.ก. ยันมีขยายผลเฟส 2-3
ผบช.ก. เผยคดี “สมีโชติ-สีกาเอ๋” พบเงินในบัญชีกว่า 300 ล้าน ส่ง ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน จ่อขยายผลเฟส 2-3 พร้อมแจงกระแสปมชื่อ “วัดจุฬามณี” ว่อนโซเชียล ยังไม่พบหลักฐานผิด ส่วน “วัดป่าภูผาสูง” ส่ง ป.ป.ช. แล้ว พร้อมย้ำยังไม่มีการเปิดคดีวัดแห่งใหม่...
[img:0]
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการขยายผลดำเนินคดีกรณีของนายอติโชติ หรือ สมีโชติ อดีตพระวชิรญาณ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง และนางสาวปุณยวีร์ หรือ “สีกาเอ๋” อายุ 47 ปี โดยเฉพาะประเด็นความผิดปกติของทรัพย์สิน และมูลนิธิฯ ของนายอติโชติ ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อมูลว่าจากพฤติการณ์ที่ตรวจพบ มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการนำเงินเข้ามา เพื่อฟอกเงิน และมีลักษณะบางประการคล้ายกับการดำเนินงานของวัดพระบาทน้ำพุ ว่า เราทำคดีอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน โดยทางตำรวจสอบสวนกลางได้มีการแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการฟอกเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตามตำรวจยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจาก ปปง. มีอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ครอบคลุมมากกว่า ขณะนี้กำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมจาก ปปง. เพื่อนำมาประกอบการดำเนินคดีกับบุคคลอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยย้ำว่าการดำเนินคดีจะมีการขยายผลต่อไปในเฟส 2 และเฟส 3 ตามที่ผู้บังคับการปราบปรามได้เคยระบุไว้
สำหรับทรัพย์สินของนายอติโชติที่ตรวจยึดเพิ่มเติม ขณะนี้พบเงินในบัญชีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้ส่งเรื่องให้ ปปง. ตรวจสอบแล้วเช่นกัน โดยยอดรวมเงินในบัญชีที่เคยแจ้งไปก่อนหน้านี้มีมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
[img:1]
ในส่วนของเซียนพระหรือบุคคลอื่นๆ ที่มีข่าวว่าอาจถูกเรียกมาให้ปากคำนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือออกหมายจับใครเพิ่มเติม แต่มีผู้ให้เบาะแสและข้อมูลทยอยเดินทางเข้ามาพบเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพนักงานสอบสวนยินดีรับข้อมูลทั้งหมดไว้พิจารณาประกอบการดำเนินคดีตามขั้นตอน
เมื่อถูกถามถึงกรณีปรากฏชื่อ “วัดจุฬามณี“ จ.สมุทรสงครามในกระแสข่าว จนสร้างความหวั่นไหวต่อศรัทธาของประชาชน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ชี้แจงว่า ตำรวจสอบสวนกลางทำงานโดยยึดหลักการรับเรื่องร้องเรียนมาแล้วต้องมาพิสูจน์ทราบ หากกรณีใดมีพยานหลักฐานชัดเจน เช่น กรณีวัดพุทไธศวรรย์ ก็จะดำเนินคดีทันที แต่หากกรณีใดที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง ก็จะไม่เร่งรีบหรือปล่อยข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความเลื่อมใสของประชาชน
พร้อมกันนี้ได้ฝากข้อคิดถึงสังคมและสื่อมวลชนให้ช่วยกันแยกแยะระหว่าง 3 ส่วนออกจากกัน ได้แก่ ศาสนาพุทธ, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือ วัด และพฤติกรรมของบุคคล
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า ตำรวจสอบสวนกลางจะดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาชัดเจน เช่น เจ้าอาวาสหรือผู้เกี่ยวข้องมีการเบียดบังเอาทรัพย์สินของวัดไปเป็นของตนเอง ส่วนพฤติกรรมความประพฤติเสื่อมเสียอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา จะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงรับไปดำเนินการต่อไป
ส่วนวัดอื่นๆ ตอนนี้ที่อยู่ในกระแสข่าว จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลหรือข้อร้องเรียนความผิดปกติใดๆ ส่งเข้ามายังสอบสวนกลาง
เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีการตรวจสอบวัดป่าภูผาสูง อ.เนินสูง จ.นครราชสีมา พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ทางตำรวจได้รับแจ้งเรื่องตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาแล้วและได้ทำการสอบสวนปากคำ รวบรวมพยานหลักฐานตามกรอบเวลา 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะส่งมอบสืบสวนต่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบและขั้นตอนของ ป.ป.ช. จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสำนวน เช่น กรณีข้อสงสัยเรื่องเสาราคา 18 ล้านบาท
สุดท้าย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า การประชุมที่กองบังคับการปราบปรามในวันนี้เป็นการเปิดคดีเกี่ยวกับวัดแห่งใหม่ โดยยืนยันว่าไม่มีเรื่องวัดแต่อย่างใด.
ที่มา: One31