ศึกใน7เสือฉีกหน้าฝ่ายค้าน สังคมรุมขยี้มติกกต.

ศึกใน7เสือฉีกหน้าฝ่ายค้าน สังคมรุมขยี้มติกกต.

หลังจากเสร็จการลงมติ กกต.ในคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลาดองเค็มข้ามปี พร้อมคำตัดสินจากผู้ถูกร้องระดับมหากาพย์ 427 ราย กลับถูก กกต.ใช้ “มีดหมอ” ปาดทิ้งจนเหลือขึ้นเขียงส่งศาลฎีกาแค่ 77 คน แถมในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบันเพียง 26 ชีวิต ที่เหลือคือพวกโหวตเตอร์ตัวประกอบกับกองเชียร์ท้องถิ่น ส่วนบรรดา “บิ๊กการเมือง” รัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรค และ สส.ค่ายสีน้ำเงินที่เคยตกเป็นข่าวดัง กลับหลุดพ้นบ่วงกรรม ลอยตัวเหนือความขัดแย้งชนิดขนไม่ร่วงสักเส้น

[img:0]

​โดยฉากแถลงข่าวเปิดหัวของ “ท่านประธาน” ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ดุเด็ดพอสมควร เพราะร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นอดีตผู้พิพากษาอาวุโสท่านนี้โต้ตอบฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ด้วยหน้าตาที่จริงจัง ปกติมักส่งเลขาธิการหรือโฆษกออกมารับกระสุนแทน แต่วันนั้นท่านณรงค์มาในมาดดุเดือด สีหน้าเข้มขรึม แววตาเอาจริง พูดจาฉะฉานชนิดพร้อมบวกกับทุกคนที่ขวางหน้า เป็นลุคบู๊ล้างผลาญที่ไม่มีใครคาดคิดว่าแกจะงัดออกมาโชว์

ท่านณรงค์ฟาดเปรี้ยงใส่พวกที่ชอบออกมาวิจารณ์ว่า กกต. “ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์” ที่พอมีเรื่องส่งมาก็สักแต่ว่าส่งต่อไปศาลฎีกาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ พร้อมงัดเกียรติประวัติตุลาการ 38 ปีมาการันตีว่า คดีเลือกตั้งที่มีโทษทางอาญาและตัดสิทธิ์การเมือง มันต้องว่ากันด้วยพยานหลักฐานที่แน่นหนาชนิดปราศจากข้อสงสัย ไม่ใช่ฟังความข้างเดียวจากกระแสโซเชียล ยิ่งประเด็นที่ว่าทำไมแตะไม่ถึงระดับครูบิ๊กนักการเมือง แล้วหัวหน้าใหญ่ค่ายสีน้ำเงินท่านณรงค์ก็ตอกกลับหน้าตายว่า เส้นทางการเงินมันสาวไปไม่ถึง มีแต่ข่าวลือและพยานแวดล้อมเลื่อนลอย

และจุดสำคัญที่ท่านณรงค์ยกมาฟอกขาวให้สำนวนคือ เรื่องที่ “เอกราช ช่างเหลา” อดีต สส.ขอนแก่น เจ้าของรหัส “พยาน 16/26” ที่เคยซัดทอดว่ามีขบวนการใช้โปรแกรมออฟไลน์ล็อกโควตา สว.เกิดอาการกลับลำกะทันหัน ทำหนังสือถอนคำให้การโดยอ้างว่าถูกอำนาจมืดข่มขู่บีบบังคับ ท่านณรงค์เลยฟันธงฉับว่า พยานปากนี้หมดความน่าเชื่อถือไปตั้งแต่ต้น ในเมื่อไม่มีพยานนิติวิทยาศาสตร์อื่นมารองรับ กกต.จะหน้าด้านส่งฟ้องได้อย่างไร เดี๋ยวก็โดนศาลติงกลับมา แถมยังแอบเหน็บอดีต กกต.รุ่นพี่และนักวิจารณ์แบบแสบๆ คันๆ ว่า “ท่านเคยอยู่บ้านนี้ ทำไมไม่ช่วยกันรักษาบ้านเดิมบ้าง”

แต่ละครฉากใหญ่ที่ประธาน กกต.พยายามเล่นบทพระเอกปราบมาร รุ่งขึ้น สิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในบอร์ด 7 เสือ กกต.เดินลงมาเปิดใจ ฉีกหน้าท่านประธาน โดยออกมาแฉว่า ไม่ได้มีแค่มติเอกฉันท์ในทุกประเด็น ยิ่งข้อหาใหญ่ที่ 1 และ 2 ซึ่งพัวพันไปถึง สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มติแท้จริงแตกเป็น 5 ต่อ 2 และบางราย 6 ต่อ 1 โดยมีตนกับ “ชาย นครชัย” เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่ยกมือค้าน เพราะมองว่าพยานหลักฐานมันมัดแน่นจนกระดิกไม่หลุด

สิทธิโชติยกเปรียบเทียบหลัก “เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่งมองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างงั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งจะต้องไปด้วยกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ก็มีเท่านี้ เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น ท่านบอกผมในที่ประชุมวันนี้ว่าเป็นความเห็นของเสียงข้างมาก แต่ผมฟังยังไม่เห็นว่าเป็นเสียงข้างมาก

ส่วนเรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ก็ต้องมาดูว่าพยานให้การว่า มีการติดต่อใครจากพรรคการเมืองนี้ ทั้งสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค หรือ สส. ก็มีเงื่อนงำเชื่อมโยงกันอยู่ พอตรวจสำนวนเจอว่าเชื่อมโยงกันจริง ซึ่งหลังประกาศผลมีการนัดประชุม สว.ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ วันที่ 21 และคนที่อยู่ในพรรคการเมืองนั้นมาร่วมประชุม ซึ่งพยานเป็นเลขาฯ ของ สส. และเป็นถึงหน้าห้องรัฐมนตรี และมาเป็น สว. ซึ่งมาเป็นพยานให้ กกต.ว่า วันที่ 21 นั้นมีการนัดประชุม สว.ใหม่ เพื่อกำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานและรองประธานวุฒิสภา

"มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอาจจะอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ พฤติการณ์เหล่านี้รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลังหรือช่วงเวลาการเลือก มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นเสียงข้างน้อยเห็นว่ากรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ"

​นอกจาก กกต.จะต้องรับศึกในกันเองแล้ว ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนก็ไม่รอช้า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พา สส.แถลงถล่มทันควัน ตราหน้าว่านี่คือมหากาพย์การปล้นและฟอกขาวที่อัปยศที่สุด การเชือดทิ้งแค่ สว. 26 คน เป็นเพียงการ “ตัดตอนเอาตัวรอด” เพื่ออุ้มขั้วอำนาจสีน้ำเงิน พรรคส้มประกาศเปิดศึก 4 ด้านทันที ทั้งการยื่นฟ้องอาญา กกต. ตามมาตรา 157, ดันหลังดีเอสไอให้ใช้สำนวนเดิมเดินหน้าฟอกเงิน, เตรียมลากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปขยี้ในศึกซักฟอก และชูธงแก้รัฐธรรมนูญรื้อระบบองค์กรอิสระทิ้งทั้งกระบิ

​ฝั่งค่ายฟ้าประชาธิปัตย์ก็ขยับตามเกม จี้ให้เปิดรายละเอียดคำวินิจฉัย และเตือนว่าถ้าส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแบบตัดแปะเพื่อช่วยพวกพ้องเมื่อไหร่ ได้มีคนเดินเข้าคุกแน่ ขณะที่ภาคประชาชนอย่าง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์ ก็สับแหลกว่า โกง สว.นั้นมีอยู่จริง กกต.อย่าตัดตอนกำลังทำตัวเป็นศาลเตี้ยเสียเอง

​ภาพของ กกต.ยามนี้จึงแทบไม่ต่างจาก “คดีโกงสอบท้องถิ่น” ในอดีต ที่จับได้แต่นายหน้า คนรับจ้างทำข้อสอบ และเด็กวิ่งโพย แต่ไม่แตะต้องไอ้โม่งที่นั่งกระดิกเท้าสั่งการอยู่บนยอดพีระมิด เพราะข้อครหาสายสัมพันธ์จาก สว.สีน้ำเงิน ที่เป็นตัวแปรในการเลือกผู้นำองค์กรอิสระ ที่อาจทำให้ กกต.ไม่สามารถโยงข้อมูลไปถึงตัวระดับผู้นำสีน้ำเงินได้

​คำถามคือ หลังจากนี้ กกต.จะเอาตัวรอดอย่างไรจากคลื่นสึนามิทางการเมืองที่กำลังพัดถล่ม ทั้งจากฝ่ายค้านและกระแสสังคม ที่คอยเตรียมเช็กบิล กกต.ในวันข้างหน้า ขณะนี้ กกต.กำลังอาศัยกรอบเวลา 60 วัน เร่งทำคำวินิจฉัยแบบปิดรอยรั่วทุกกระเบียดนิ้วเพื่อส่งสำนวนไปศาลฎีกาให้เร็วที่สุด หวังใช้หลักนิติวิธีเขียนฟอกตัวเองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามกรอบกฎหมายบริสุทธิ์

​ส่วนกรณีที่จะโดนฟ้อง ม.157 นั้น กกต.เตรียมข้อต่อสู้ไว้แล้วว่า โดยคาดว่าจะใช้การอ้างเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานที่ขาดความน่าเชื่อถือ หากส่งฟ้องไปจะกลายเป็นการฟ้องเท็จและกลั่นแกล้งผู้อื่น แต่ปัญหาใหญ่หลวงของ กกต.ชุดนี้ไม่ใช่เรื่องมุกทางกฎหมาย หากแต่อยู่ที่ “บันทึกความเห็นแย้งของ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” ที่คาอยู่ในสำนวนราชการอย่างเป็นทางการต่างหาก

งานนี้ กกต.มติเสียงส่วนมากคงต้องเหนื่อยพอสมควรหลังจากนี้ เพราะหาก กกต.เสียงส่วนน้อยมีสิ่งที่ยืนยันได้ว่า กกต.ส่วนใหญ่รุมหัวลงมติให้บิ๊กฝ่ายสีน้ำเงินรอดโดยมิชอบ ที่จะกลายเป็นหลักฐานเด็ดส่งให้ ป.ป.ช.และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบใช้เชือด กกต.เสียงข้างมาก ยิ่งถ้าดีเอสไอดันทะลึ่งขุดเส้นเงินถึงยอดพีระมิดได้ขึ้นมา และเจอตอหัวจ่ายระดับชาติ งานนี้บรรดา กกต.เสียงส่วนใหญ่อาจจะต้องเตรียมเปลี่ยนชุดสูทสากลไปใส่ชุดนักโทษ ตีตั๋วเดินตามรอยรุ่นพี่ กกต.ในยุค "สามหนา" แบบไม่ทันตั้งตัว.

The post ศึกใน7เสือฉีกหน้าฝ่ายค้าน สังคมรุมขยี้มติกกต. appeared first on .

ที่มา: ไทยโพสต์