เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม” (Scholars for Society) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้ส่งหนังสือและแถลงการณ์ เรื่อง “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและวิชาการต่อกรณีร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส)” ถึงบรรณาธิการสื่อมวลชน หัวหน้าพรรคการเมือง และ สส. ทุกคน โดยมีนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาร่วมลงนามจำนวน 271 คน อาทิ ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์, ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ, ศาสตราจารย์ ดร. ปราณี ทินกร, รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ, ศาสตราจารย์ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, ดร. สมชัย จิตสุชน, รองศาสตราจารย์ ดร. วรัชญ์ ครุจิต, ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, นายสมชัย สุวรรณบรรณ และ นายชำนาญ จันทร์เรือง เป็นต้น
แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุถึงกรณีที่มีการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส พ.ศ. 2551 โดยมีสาระสำคัญคือ การยกเลิกการจัดสรรรายได้จากค่าธรรมเนียมเฉพาะสุราและยาสูบ (Earmarked / Sin Tax) ในอัตรา 1.5% แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบการจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาลแทน โดยอ้างหลักการบริหารวินัยการเงินการคลัง
จากการพิจารณาหลักการเชิงโครงสร้าง ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ และมิติทางสังคมอย่างถี่ถ้วน กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม เห็นร่วมกันว่าร่างแก้ไขกฎหมายนี้แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงรุนแรงต่อระบบประชาธิปไตย และสร้างความบิดเบือนทางเศรษฐศาสตร์การเงินการคลัง จึงได้ยื่นข้อพิจารณาทางวิชาการและรายละเอียดผลกระทบใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. การทำลายหลักความเป็นอิสระทางการเงิน (Financial Autonomy) อันเป็นหัวใจของสื่อสาธารณะ ในทางนิเทศศาสตร์และรัฐศาสตร์ สื่อสาธารณะ (Public Service Media: PSM) จะบรรลุภารกิจในการเป็น “เสาหลักที่ห้า” ของระบอบประชาธิปไตยได้ ต้องมีความเป็นอิสระจากทั้งอำนาจทุนพาณิชย์และอำนาจทางการเมือง การออกแบบให้ไทยพีบีเอสได้รับเงินจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) โดยตรงแต่แรก มิได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่ออกแบบเพื่อสร้าง “เกราะป้องกัน” มิให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณปีต่อปีเป็นเครื่องมือบีบบังคับ กดดัน หรือแทรกแซงการเสนอข่าวสาร
การเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณแผ่นดินผ่านการอนุมัติของฝ่ายบริหาร จะลดทอนสถานะของไทยพีบีเอสจาก “สื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ” ให้กลายเป็นเพียง “สื่อของรัฐบาล” (State Media) เช่นเดียวกับ NBT, อสมท. หรือ ททบ.5 ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพและวิกฤติความไว้วางใจจากประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. ความบิดเบือนทางเศรษฐศาสตร์การคลัง และการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการสุรา-ยาสูบ ในทางเศรษฐศาสตร์การคลัง ค่าธรรมเนียมพิเศษ 1.5% ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการสุราและยาสูบตาม พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส เป็นค่าธรรมเนียมเฉพาะทางกฎหมายคนละส่วนกับภาษีสรรพสามิตส่วนกลางที่เก็บเข้าคลังแผ่นดิน เงินจำนวนนี้เดิมทีมิใช่รายรับของรัฐตั้งแต่ต้น หากเป็นการจัดสรรรายได้จากสินค้าที่สร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) มาสนับสนุนบริการสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร
หากยกเลิกมาตราดังกล่าว ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์คือ เป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกอบการสุราและยาสูบ ทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมพิเศษส่วนนี้อีก ส่งผลให้ภาระต้นทุนของทุนเหล้า-บุหรี่ลดลงทันที และอาจส่งผลให้เกิดการบริโภคเหล้าและบุหรี่มากขึ้น
หากรัฐบาลจะขึ้นภาษีสรรพสามิตเพื่อให้คนไทยบริโภคน้อยลงก็เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน แต่ไม่มีเหตุผลที่จะไปลดค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการต้องสนับสนุนสื่อสาธารณะ เบียดบังงบประมาณแผ่นดินเพื่อการพัฒนาประเทศ เมื่อยกเลิกค่าธรรมเนียมเฉพาะ แต่รัฐบาลยังต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 2,000 ล้านบาทให้ไทยพีบีเอส ย่อมเท่ากับว่ารัฐบาลดึงภาษีส่วนกลางของประชาชน ซึ่งควรนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือสาธารณสุข มาแบกรับภาระแทนผู้ประกอบการธุรกิจสุราและยาสูบ ถือเป็นความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากรทางการคลังอย่างรุนแรง
3. การแก้ปัญหาภาวะตลาดล้มเหลว (Market Failure) และการคุ้มครองสังคม เนื่องจากสื่อพาณิชย์ดำเนินงานภายใต้กลไกราคาและการแข่งขันทางโฆษณา จึงต้องเน้นเนื้อหาที่สร้างเรตติ้ง เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ จนเกิดภาวะตลาดล้มเหลวที่รายการสำหรับเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ และคนชายขอบถูกละเลย ซึ่งไทยพีบีเอสทำหน้าที่ปิดช่องว่างนี้โดยผลิตเนื้อหาเชิงคุณค่าทางสังคมที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้
การเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ย่อมบีบบังคับให้ไทยพีบีเอสต้องปรับตัวไปเน้นปริมาณเรตติ้งหรือผลงานที่ตอบสนองตัวชี้วัดของรัฐบาล จนละทิ้งภารกิจเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม
มีข้อเสนอสภาผู้แทนราษฎร ถอนหรือยับยั้งการแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ในประเด็นโครงสร้างรายได้ เพื่อคงไว้ซึ่งหลักการความเป็นอิสระทางการเงินและหลักธรรมภิบาลของสื่อสาธารณะ
แยกแยะประเด็น “ความเป็นอิสระทางการเงิน” ออกจาก “การเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร” หากมีความกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณหรือจำนวนบุคลากร ควรใช้กลไกการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ (Performance Audit) การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานภายใน และการประเมินความคุ้มค่าตามเกณฑ์สากล โดยไม่จำเป็นต้องทำลายเกราะป้องกันความเป็นอิสระทางการเงินที่เป็นหัวใจหลัก พร้อมเรียกร้องให้ สส. ในฐานะตัวแทนประชาชน ยึดมั่นในเจตนารมณ์ของการมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข่าวสารที่รอบด้านและเป็นธรรม อันเป็นฐานรากสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย.
ที่มา: เดลินิวส์