สตง.แถลงผลตรวจสอบ Thai PBS พบปัญหาจ้างผลิตรายการ–จ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบรองรับ

สตง.แถลงผลตรวจสอบ Thai PBS พบปัญหาจ้างผลิตรายการ–จ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบรองรับ

สตง.แถลงผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ Thai PBS พบปัญหาจ้างผลิตรายการ–จ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบรองรับ จ่อสรุปผลสอบผู้บริหารใช้รถส่วนกลาง…

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แถลงผลการตรวจสอบการดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส หลังได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้ทรัพย์สินขององค์กร และประสิทธิภาพการดำเนินงาน

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โฆษก สตง. ชี้แจงว่า การแถลงข่าวในวันนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบโต้หรือโต้แย้งระหว่างองค์กร แต่เป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงจากผลการตรวจสอบหน่วยรับตรวจ ตามภารกิจและหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

โดยจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เมื่อ สตง. ได้รับหนังสือร้องเรียนที่เชื่อว่ามาจากเจ้าหน้าที่ภายในไทยพีบีเอส เนื่องจากเอกสารหลักฐานบางส่วนที่แนบมาพร้อมเรื่องร้องเรียน เป็นเอกสารที่มีลักษณะเป็นข้อมูลภายในองค์กร ซึ่งบุคคลภายนอกไม่น่าจะสามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป

ข้อร้องเรียนดังกล่าวกล่าวอ้างว่า มีการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดหาผู้ผลิตรายการ การใช้ทรัพย์สินขององค์กรโดยผู้บริหารระดับสูง และการบริหารงานที่อาจไม่เกิดประสิทธิภาพหรือผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบเชิงลึก โดยบูรณาการเจ้าหน้าที่จากหลายสำนักที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน เพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนให้ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การใช้จ่ายเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร

คณะทำงานได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และขอเอกสารทางการเงินเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ก่อนที่ไทยพีบีเอสจะส่งมอบเอกสารชี้แจงรอบแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และ สตง. แจ้งข้อสังเกตเพิ่มเติมพร้อมเรียกชี้แจงอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569

กระทั่งในเดือนตุลาคม สตง. ได้ดำเนินการออกรายงานผลตรวจสอบแล้ว 2 ส่วน ได้แก่ การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน กับการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบการใช้จ่ายเงิน ส่วนการตรวจสอบความรับผิดเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหาร ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาเพื่อออกรายงานอย่างเป็นทางการ

สำหรับผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย สตง. ได้กำหนดประเด็นสำคัญไว้ 2 เรื่องตามข้อร้องเรียน โดยเรื่องแรกเป็นการตรวจสอบการจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ว่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรือไม่

จากการตรวจสอบพบว่า ไทยพีบีเอสได้ทำสัญญาจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งผลิตรายการข่าวดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2568 โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจง เนื่องจากบริษัทดังกล่าวผ่านกระบวนการคัดเลือกตามระเบียบของไทยพีบีเอสว่าด้วยการคัดสรรผู้ดำเนินการผลิตรายการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ สตง. ตรวจสอบรายละเอียดขอบเขตงานตามสัญญา พบว่าการจ้างผลิตรายการมีลักษณะเป็นงานที่ใช้อุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต เช่น กล้องถ่ายทำ เลนส์กล้อง และไมโครโฟนไร้สาย อีกทั้งไม่พบว่ามีการประเมินเรตติ้งของรายการดังกล่าว

สตง. จึงเห็นว่า การจ้างผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจขัดต่อหลักการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

ผู้แทน สตง. ระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 (2) (ค) ประกอบพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 48 และ สตง. เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไทยพีบีเอส

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ สตง. ตรวจพบ เป็นเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการของไทยพีบีเอส ในช่วงปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568

▶ ดูคลิปบน YouTube

โฆษก สตง. อธิบายว่า ไทยพีบีเอสมีภารกิจในการดำเนินกิจการสื่อสาธารณะ เพื่อผลิตรายการที่มีคุณภาพ ให้ความรู้แก่ประชาชน ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นการจ่ายค่าตอบแทนให้พิธีกรหรือแขกรับเชิญ จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ขององค์กร

แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่า การจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ปรากฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่ให้อำนาจรองรับการเบิกจ่ายอย่างชัดเจน โดยมีเพียงแนวทางปฏิบัติภายในองค์กร เช่น แนวทางการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าวของสำนักข่าว และแนวทางเบิกจ่ายค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการหรือผู้ดำเนินรายการ

ขณะเดียวกัน ยังไม่มีการประกาศใช้ระเบียบเฉพาะที่กำหนดอัตราค่าตอบแทนพิธีกร และแขกรับเชิญอย่างเป็นทางการ โดยที่ผ่านมาอาศัยการอนุมัติทางการเงินภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว

ต่อมาไทยพีบีเอสได้ประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2567

สตง. อธิบายว่า เมื่อระเบียบฉบับใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว คำสั่งมอบอำนาจและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานภายในที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์รองรับการเบิกจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวได้อีก

ทำให้การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการในปีงบประมาณ 2568 เป็นการใช้จ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สตง. จึงเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ประกอบข้อ 22 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 38

โดยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 มาตรา 95 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสาม เสนอให้มีการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่

นางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสํานักตรวจสอบ ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 กล่าวว่า นอกจากการตรวจสอบด้านกฎหมายแล้ว สตง. ยังตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นองค์กรสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณดำเนินงานปีละกว่า 2,000 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนสำคัญเกี่ยวข้องกับการผลิต จัดหา และเผยแพร่เนื้อหาเพื่อให้บริการประชาชน

ผลการตรวจสอบพบว่า แม้ไทยพีบีเอสจะสามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดระดับองค์กรได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ตัวชี้วัดบางรายการกลับไม่มีความต่อเนื่อง มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินบ่อยครั้ง แม้อยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารชุดเดียวกัน

สตง. ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดด้านความนิยมของสถานี ระหว่างการจัดอันดับและส่วนแบ่งผู้ชม ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถนำผลการดำเนินงานมาเปรียบเทียบความก้าวหน้าและประสิทธิภาพขององค์กรย้อนหลังได้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจัดหารายการบางส่วน ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดตามที่กำหนดได้ โดย สตง. เห็นว่าสาเหตุสำคัญมาจากการขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อหาสาเหตุของการดำเนินงานที่ไม่บรรลุเป้าหมาย

โครงการส่วนใหญ่มีลักษณะดำเนินการเป็นรายปี เมื่อโครงการใดไม่ได้รับการดำเนินการต่อ ก็ไม่ได้มีการวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนางาน ขณะที่บางกรณีใช้วิธีเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัด แทนการแก้ไขปัญหาเดิม

นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมที่ไทยพีบีเอสรวบรวมไว้ ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประกอบการวางแผนผลิตและจัดหารายการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบข้อมูลสมาชิก One Thai PBS ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้รับชมได้อย่างสมบูรณ์

สตง. จึงเสนอแนะให้ไทยพีบีเอสวิเคราะห์ทิศทางและเป้าหมายขององค์กร กำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับภารกิจ ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลย้อนหลัง และเร่งพัฒนาฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมให้เชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สตง. ยังพบข้อบกพร่องด้านระบบสนับสนุนการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ โดยระบบบริหารจัดการแผนงาน หรือ BMP ยังไม่สามารถรายงานผลการดำเนินงานเปรียบเทียบกับแผนงานได้ครบถ้วน รวมถึงยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตัวชี้วัดระดับองค์กร เพื่อใช้ติดตามผลสำเร็จของโครงการได้อย่างชัดเจน

ผู้อำนวยการสํานักตรวจสอบ ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 ระบุว่า การติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ยังเน้นไปที่การเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 ตามแผน มากกว่าการพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้จ่ายไปก่อให้เกิดผลผลิตหรือผลลัพธ์ตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด

ขณะที่ระบบจัดเก็บไฟล์รายการยังแยกกันอยู่ตามหน่วยงานภายใน ไม่ได้เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลกลาง และระบบบริหารจัดการการออกอากาศ หรือ Broadcast Management System (BMS) ยังใช้บริหารจัดการเฉพาะรายการที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ ไม่ครอบคลุมรายการที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์

ส่งผลให้การรวบรวมข้อมูลรายการที่ผลิต จัดหา และเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลาเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้บริหารไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภาพรวมขององค์กรเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ แม้ไทยพีบีเอสจะเพิ่มการผลิตรายการรูปแบบ Online First แต่ สตง. พบว่าการประเมินการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มเป้าหมายยังไม่ชัดเจน โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้ใช้งานเว็บไซต์ หรือ Active User จาก Google Analytics เป็นส่วนหนึ่งในการวัดผล ซึ่งไม่สามารถสะท้อนโดยตรงว่าประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับชมเนื้อหารายการแต่ละประเภทมากน้อยเพียงใด

ส่วนการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ยังไม่มีหลักเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรในการคัดเลือกรายการหรือผู้ประเมินภายนอก ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หากผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าไม่ได้รับชมรายการ ก็จะยุติการสัมภาษณ์ โดยไม่ได้สอบถามถึงเหตุผลที่ไม่รับชม ทำให้องค์กรขาดข้อมูลที่จะนำไปปรับปรุงเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

สตง. จึงเสนอให้พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลกลาง ยกระดับระบบ BMP และ BMS ให้รองรับการผลิตและเผยแพร่ทุกช่องทาง รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคม และปรับปรุงระบบสำรวจความคิดเห็นให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกจากประชาชนได้มากขึ้น.

ที่มา: One31