'71 เสียง'โหวตค้ำ 'รัฐบาลภท.' - พท.ขันน็อต สส. ‘ซักฟอก’ แถวตรง

'71 เสียง'โหวตค้ำ 'รัฐบาลภท.' - พท.ขันน็อต สส. ‘ซักฟอก’ แถวตรง

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 27-30 ตุลาคมนี้ เหมือนเป็นทัวร์นาเมนต์พิสูจน์เสถียรภาพรัฐบาล ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” กับ “พรรคเพื่อไทย” ครั้งหนึ่งว่า ยังแน่นปึ้กเหมือนวันแรกหรือไม่

ก่อนถึงศึกซักฟอกหนนี้ เกิดประเด็นและข่าวลือต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “ดีลลับ” ดึง “พรรคกล้าธรรม” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคสีเขียวมาร่วมรัฐบาลเพื่อเติมเสียง หรือจะเป็นสูตรพลิกขั้วตั้งรัฐบาล “ส้ม – แดง – เขียว” ก่อนหน้านี้

ตลอดจนสถานการณ์ของ “พรรคภูมิใจไทย” ในปัจจุบันที่ไม่สู้ดีนัก มีหลายเรื่องที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะคดีโกง สว. การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม หรือล่าสุดกรณีสามี “ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคสีน้ำเงิน ถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ เว็บไซต์พนัน

ทำให้มีการโฟกัสไปที่ “พรรคเพื่อไทย” จะวางตัวและลงมติในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อย่างไร

ซึ่งการลงมติครั้งนี้ของ “พรรคสีแดง” ถือว่า มีความหมายต่อสถานะทางการเมืองของพรรคเป็นอย่างมาก ยิ่ง “พรรคกล้าธรรม” แสดงตนเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อ “พรรคสีน้ำเงิน” เท่าไหร่ ยิ่งต้องวางตัวให้ดีเท่านั้น การเคลื่อนไหวอะไรที่ล่อแหลมอาจสุ่มเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดได้

“พรรคสีน้ำเงิน” เองก็จับจ้องทุกอิริยาบถของ “พรรคสีแดง” อยู่เช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายครั้งที่ “พรรคภูมิใจไทย” ไม่พอใจกับท่าทีของ สส. หรือคนของ “พรรคเพื่อไทย” ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างมาก หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็น “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ และ “จาตุรนต์ ฉายแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่กลายเป็น “ขาประจำ”

แม้แต่ล่าสุดที่ “สุทิน คลังแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการลงมติของพรรคสีแดง ในทำนองว่า หากรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้คงไม่ฝืนความรู้สึกประชาชน

“พรรคร่วมคงต้องฟังการอภิปรายทั้งข้อมูลของฝ่ายค้านและการตอบของรัฐมนตรี ถ้ามีหลักฐานชัดเจนรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ แล้วประชาชนที่รับฟังการอภิปรายติดใจเราก็คงไม่ฝืนความรู้สึกประชน”

ประโยคดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง และเป็นประเด็นอ่อนไหว เพราะปกติพรรคร่วมรัฐบาลจะหลีกเลี่ยงการพูดแบบคาบลูกคาบดอก แต่จะให้ความมั่นใจกลายๆ มากกว่า

ไม่เพียงเท่านั้นประโยคนี้ยังสร้างความไม่พอใจให้กับ “แกนนำพรรคภูมิใจไทย” เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน แต่กลับมีท่าทีดังกล่าว

ทำให้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องเชิญรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด ไปร่วมรับประทานอาหาร เพื่อโชว์ความมีเสถียรภาพ

ซึ่งภายหลังการรับประทานอาหารกระชับความสัมพันธ์มื้อนั้น “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรค ได้ออกมาส่งสัญญาณชัดว่า พร้อมสนับสนุนรัฐบาลแม้จะไม่มีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยถูกซักฟอกก็ตาม

“ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยเข้าใจเรื่องมารยาททางการเมืองเป็นอย่างดีในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้า พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยต้องอยู่ร่วมกัน และพรรคภูมิใจไทยสามารถไว้ใจได้”

ขณะที่ในการประชุม ครม. “อ.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้คำมั่นกับ “อนุทิน” อีกครั้งว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่

“พรรคเพื่อไทย” รีบปิดจุดอ่อนไหวทันที เพราะรู้คราวนี้ว่า มีแผนกจับผิด และผู้ที่พร้อมจะเสียบอยู่ตลอดเวลาอย่าง “พรรคกล้าธรรม”

คราวนี้ “พรรคสีแดง” เองต้องจัดระเบียบภายในพรรคตัวเองอย่างหนัก นอกจาก 71 เสียงในมือตัวเอง จะต้องโหวตแบบ “แถวตรงเป๊ะ” ไม่มีแหกคอกสักเสียงเดียวแล้ว ยังต้องระวังท่าทีและการอภิปรายของคนภายในพรรคที่จะแหลมออกมาจนกลายเป็นข้ออ้างหรือเงื่อนไขให้ “พรรคสีน้ำเงิน” ดึงมาเป็นประเด็นได้

พวก “ขาประจำ” ต้องกดให้อยู่ ขณะที่มุ้งต่างๆ ภายในพรรค ที่แม้จะมีคลื่นลมอยู่บ้างแต่บางเบา ไม่มีเรี่ยวแรงฉวยโอกาสมาสร้างราคาต่อรองในพรรค เพื่อโควตารัฐมนตรี

นอกจากเทเสียงโหวตให้แล้ว เรื่องการให้ความร่วมมือในการช่วยชี้แจง ก็จำเป็นต้องทำในครั้งนี้ หลัง “เสี่ยหนู” พูดส่งสัญญาณหลายครั้งว่า แม้จะไม่ถูกอภิปรายแต่หากเกี่ยวข้องกับกระทรวงใดก็ควรต้องช่วยกัน

งานนี้ "71 เสียง" ของ “พรรคเพื่อไทย” บังคับโหวตแบบเทกระจาด ไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่เสียงเดียว เพื่อค้ำยัน "รัฐบาลภูมิใจไทย" และรักษาสถานะ "พรรคร่วมรัฐบาล ทุกย่างก้าวจึงต้องละเอียดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ