เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 22 ต.ค. ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้ง 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2569 ว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้ร้องให้ประธานสภา เชิญประธานคณะ กมธ. มาประชุม แต่เป็นแนวดำริของนายโสภณเอง เพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องที่ตนได้ร้องเรียนในสภาพปัญหาด้านการทำงานของ กมธ. ซึ่งตนร้องในส่วนของ กมธ.กฎหมายฯ และอาจจะมี กมธ. อื่นที่มีการทำงานซ้ำซ้อนในการทำงาน หรือการบรรจุระเบียบวาระโดยไม่มีข้อมติจากที่ประชุม กมธ.
ทั้งนี้ ตนได้ร้องเรียนไปตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. 2569 และไม่ได้มีเรื่องของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นเรื่องที่มาทีหลัง ดังนั้น การที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นำข้อความไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก ระบุว่าการที่ตนไปดำเนินการแบบนี้ทำให้เกิดความเดือดร้อน และเรียกร้องให้มีการประชุม กมธ. เพราะไม่พอใจที่ กมธ.กฎหมายฯ เชิญ น.ส.สุชาดา มาชี้แจง เป็นการบิดเบือนเท็จ ทำให้ตนได้รับความเสียหาย ตนจึงมอบอำนาจให้ทนายความไปกล่าวโทษกับ น.ส.รักชนก รวมถึงกล่าวโทษสื่อ 3-4 แห่ง ที่นำถ้อยคำดังกล่าวไปแชร์ต่อทันที ซึ่งต้องไปพิสูจน์ตัวเองว่าแชร์ด้วยความมือไว หรือขาดสติยับยั้งชั่งใจอย่างไร
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า การที่ตนยื่นฟ้องร้อง เพราะต้องการให้เห็นว่าทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับสิทธิการปกป้องจากกฎหมาย หากคุณกล่าวหาด้วยความเท็จก็มีสิทธิถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ ขณะเดียวกันคนที่มาคอมเมนต์ทำให้ตนเสียหาย ซึ่งโพสต์กันเป็นหมื่นเป็นแสนคน ทนายความได้สำรวจแล้วว่ามีอย่างน้อย 70-80 คน ที่ตนจะดำเนินคดี ส่วนคนที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี ก็ขอให้ระวัง ซึ่งยืนยันว่าตนไม่เจรจายอมความ
“ผมปล่อยให้ท่านด่าพ่อล่อแม่ผมมา ผมไม่เคยทำอะไรพ่อแม่คุณเลย คุณควรที่จำต้องสำนึก ผมจะดีจะชั่วอะไรอยู่ที่ผม ผมทำหน้าที่ของผมอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่พอใจ รักคุณรักชนก คุณก็ไปแสดงความรักกับคุณรักชนก อย่ามาด่าผม” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของนายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ เราได้มีการท้วงติงเรื่องการทำงาน และในการประชุมเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ตนคาดหวังว่านายรังสิมันต์ จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่นายรังสิมันต์ ยืนยันเรื่องความถูกต้อง แต่สิ่งที่นายรังสิมันต์ทำ ก็ยังผิดข้อบังคับและรัฐธรรมนูญอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะหาใครตัดสิน การที่นายรังสิมันต์ ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าน่าเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตนก็ไม่มีที่พึ่งที่ไหน จึงได้ร้องต่อคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้วินิจฉัยว่านายรังสิมันต์ ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่.
ที่มา: เดลินิวส์