สว.สำรอง ยื่นหนังสือร้อง DSI ถอด ร.ต.อ.ปิยะ อธิบดีดีเอสไอ พ้นหัวหน้าพนง.สอบสวนคดีฮั้ว

สว.สำรอง ยื่นหนังสือร้อง DSI ถอด ร.ต.อ.ปิยะ อธิบดีดีเอสไอ พ้นหัวหน้าพนง.สอบสวนคดีฮั้ว

สว.สำรอง ยื่นหนังสือเบรกอธิบดีดีเอสไอ ห้ามยุ่งคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชงเรื่องส่งบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ ประชุมมอบหมายพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชุดใหม่ เชื่อยังมีข้าราชการน้ำดี เป็นกลาง และเชื่อมั่นในหลักฐานคดีฮั้ว สว.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ต.ค. ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง พร้อมด้วยเพื่อนสมาชิกอดีตผู้สมัคร สว. ’67 ร่วมกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินคดีฮั้ว สว., อั้งยี่ และฟอกเงิน สว. ด้วยความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และปราศจากใบสั่ง โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง

พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และในฐานะเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) นำเรื่องสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาขอจัดตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชุดใหม่ และมอบหมายผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่มีความเหมาะสม ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้อมูลและพยานหลักฐานในคดีพิเศษ พร้อมย้ำว่าผู้ที่จะมารับหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องไม่ใช่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เด็ดขาด โดยห้ามไปยุ่งเกี่ยวหรือมีส่วนสั่งการในคดีนี้ทั้งสิ้น

แม้ท่านจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี และในฐานะหัวหน้าหน่วยงานที่จะต้องสนับสนุนช่วยเหลือในการสอบสวนก็ตาม แต่ตนมองว่า ร.ต.อ.ปิยะ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะที่เป็นกรรมการในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของการยกคำร้อง 5:2 เสียง ไม่ดำเนินคดีต่อผู้ที่มีส่วนร่วมในการฮั้ว สว. จำนวน 229 ราย ตนจึงเล็งเห็นว่า แม้ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานจะควรอำนวยความสะดวกให้สำนวนคดีนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว แต่ต้องไม่ขัดขวางด้วยประการใดๆ เพื่อให้การสอบสวนเพิ่มเติมตามที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนมานั้น เป็นไปอย่างครบถ้วนโดยเร็ว และมีความเห็นสั่งฟ้องตามพยานหลักฐาน นอกเหนือจากการสั่งฟ้องตามจำนวนเดิม 8 รายก่อนหน้านี้

พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยอีกว่า สังคมจะเห็นได้ว่าสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มีความชะงักงันมาโดยตลอด แม้ รมว.ยุติธรรม จะมีการแถลงข่าวสารเป็นระยะๆ ว่าขอรอคณะกรรมการ กกต. วินิจฉัยให้เรียบร้อยก่อน จนตอนนี้คณะกรรมการ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว คือการเตรียมส่งดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย จากที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยมีความเห็นดำเนินคดีไว้ถึง 229 ราย และนอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งจะมีผลต่อการมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. แทน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนก่อน ทางเราจึงมีความกังวลใจว่าในคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 ชื่อของ ร.ต.อ.ปิยะ ก็เคยทำหน้าที่เป็นกรรมการ และมีความเห็นไม่สั่งฟ้องทั้ง 229 ราย โดยมีความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงต่อสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ในฐานะผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดระยะเวลา 2 ปีเศษ จึงไม่มั่นใจว่าท่านจะมาทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมและสุจริตหรือไม่ เพราะท่านอาจมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์และขัดแย้งกับพยานหลักฐาน

จึงเป็นเหตุจำเป็นต้องมีหนังสือขอคัดค้านการทำหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในครั้งนี้ของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และขอให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณามอบหมายให้ผู้ที่มีความเหมาะสมและไม่มีความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้อมูลในสำนวนพยานหลักฐาน หรือมีความเป็นกลาง มาทำหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น

พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยต่อว่า การเข้ายื่นหนังสือขอคัดค้านการทำหน้าที่ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในวันนี้ ไม่ใช่การยื่นหนังสือครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้ได้เคยยื่นหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไปตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษท่านใหม่ขึ้นมา จึงต้องมายื่นหนังสือโดยตรงอีกครั้ง และประสงค์ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี หรือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ช่วยกันนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด กคพ. เพื่อสร้างความกระจ่างแก่สังคม เพราะในคดีพิเศษหลายครั้งไม่จำเป็นต้องเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเสมอไปที่จะต้องมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน

ส่วนถ้าหากเรื่องนี้ถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษจริง ก็ขอให้กรรมการในที่ประชุมได้พิจารณาว่าจะมอบหมายใครมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนแทน ซึ่งอาจเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษท่านอื่น หรือรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพียงขอให้เป็นผู้ที่ทำตัวเป็นกลาง ไม่มีความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวน พร้อมย้ำว่าการมาดำรงตำแหน่งของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ไม่มีสง่างาม จึงขอให้ท่านต้องไม่มายุ่งย่ามกับสำนวนโดยเด็ดขาด

ส่วนกรณีที่มีเอกสารโยกย้ายข้าราชการดีเอสไอ 3 ราย ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ไปปฏิบัติงานในกองคดีอื่น ทั้งที่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีความชำนาญเชี่ยวชาญในเรื่องการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน ตนมองว่าเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ท่าน ควรได้กลับมามีส่วนร่วมในการให้ประโยชน์เรื่องข้อมูลการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน เนื่องจากเป็นผู้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาตั้งแต่ต้น

พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยอีกว่า สำหรับข้อกังวลถึงเส้นสายและความโยงใยของข้าราชการประจำและข้าราชการฝ่ายการเมืองในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมกับพรรคภูมิใจไทย จะมีผลต่อการตอบรับข้อเสนอให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อจัดชุดพนักงานสอบสวนคดีใหม่หรือไม่นั้น ตนยอมรับว่าสายเครือข่ายข้าราชการฝ่ายประจำและข้าราชการฝ่ายการเมืองมักจะโยงใยกัน แต่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตนเชื่อว่ากรรมการภายในคณะกรรมการคดีพิเศษไม่ได้มีเพียงแค่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรม แต่ยังมีปลัดกระทรวงและผู้แทนจากหลายหน่วยงานที่ต้องเข้ามาเป็นกรรมการในที่ประชุม ตนจึงคิดว่าแม้ท้ายที่สุดผลการประชุมจะยืนกรานว่าจะมอบให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนเหมือนเดิม ตนก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องมีผู้ที่มองเห็นความเที่ยงธรรมและเป็นธรรมของบ้านเมือง ร่วมอภิปรายท้วงติงในที่ประชุม และสิ่งเหล่านี้หากถึงเวลาเหมาะสมที่เราจะต้องเรียกร้องความเป็นธรรม ก็ถือว่าเราได้แจ้งให้คณะกรรมการคดีพิเศษรับทราบแล้วว่านี่คือความห่วงใยของสังคม ฉะนั้น หากจะมีการท้วงติงต่อไปในอนาคต ก็ถือว่าเราได้บอกกล่าวแล้วในวันนี้

พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยถึงกรณีที่มีหญิงสาวนามสมมติ เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรีบตรวจสอบและดำเนินคดีต่อ 8 คนดัง ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบสัญลักษณ์ QR Code และรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยมองว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานอั้งยี่และซ่องโจรว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้คงเหมือนหลายกรณีของผู้มีอำนาจในอดีต ในวันที่ท่านมีอำนาจก็มักจะใช้อำนาจตรวจสอบผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นปัญหาหรือข้อบกพร่อง แต่ถ้าหากตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง บุคคลเหล่านั้นก็สามารถเรียกร้องความยุติธรรมเอาคืนได้ และตนคิดว่าเรื่องนี้คงจะเป็นไปตามครรลองของสังคม

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีได้เคยฟ้องศาลอาญาต่อนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือ แมว ในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งปรากฏว่าศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากฝ่ายทนายความไม่ได้มอบอำนาจจากกรรมการบริหารพรรคอย่างถูกต้อง แต่นายกรัฐมนตรีกลับมอบอำนาจด้วยตนเองโดยส่วนตัว ศาลจึงยกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทดังกล่าว ตนมองว่าสิทธิของการฟ้องร้องสามารถกระทำได้หากดำเนินการอย่างถูกต้อง ฉะนั้น มองว่าคุณแมวควรที่จะดำเนินการทางกฎหมายกลับบ้าง จึงต้องย้ำว่าก็เหมือนกับเรื่องที่ตนกำลังร้องอยู่ในตอนนี้ หากยังมีการลุแก่อำนาจ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนเช่นนี้แล้วยังคงดำเนินการโดยไม่สนคำท้วงติง สักวันหนึ่งเมื่อมีการตรวจสอบความจริง พยานหลักฐานที่ชัดแจ้งก็จะปรากฏขึ้นเอง

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดแล้วคดีฮั้ว สว. จะลงเอยอย่างไร ในฐานะที่เราเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตลอดเป็นเวลากว่า 2 ปีเศษ การที่เราจะได้ขยับเข้าไปเป็น สว. ตัวจริงหรือไม่นั้น ไม่ได้รู้สึกติดใจ ได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพียงแค่อยากให้ข้อเท็จจริงปรากฏสู่สังคม เพราะตอนนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏทำให้เห็นแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดจริง แต่กระบวนการทางกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการอย่างเชื่องช้า และหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบตามบริบทกฎหมายโดยตรงก็มีท่าทีคล้ายจะเออออด้วย จึงทำให้การดำเนินการล่าช้าลง แต่เรามีความมั่นใจในข้อมูลว่าเป็นความจริงทั้งหมด เพราะไม่ใช่แค่การประสบพบเจอด้วยตัวเอง แต่เรายังเป็นผู้ร่วมรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานให้กับคณะพนักงานสอบสวนด้วย และข้อเท็จจริงเหล่านี้จะไม่สูญหายไปไหน จะช่วยขยายความจริงให้สังคมได้รับทราบต่อไป

และตนยังเชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอีกหลายท่านที่ได้ออกมาท้วงติงสังคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้กระทำความผิด เพื่อให้รู้สึกละอายต่อการกระทำของตนเอง นอกจากนี้ ในส่วนของผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ ยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อให้ทบทวนกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งระบุว่าการฟ้องร้ององค์กรอิสระจะต้องไปยื่นฟ้องต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น ขอให้มีการทบทวนใหม่ ซึ่งหากมีการปรับเปลี่ยนและสามารถฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ เราเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้ผู้ที่คิดกระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวและรู้จักยับยั้งชั่งใจ

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวยอมรับว่า สิ่งที่เรียกร้องมาตลอดถือว่าตนประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อย เพราะสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ทำเหมือนทำไปอย่างนั้น แม้กระทั่งในวันที่ประธาน กกต. มาแถลงข่าวด้วยตนเอง ตนมองว่าคำแถลงและข้อเท็จจริงก็อยู่ในคำพูดของประธานในวันนั้นอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด หากทาง กกต. นำมาตรา 62 มาบังคับใช้กับ สว. 138 ราย ก็จะต้องถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิ ส่วนคนอื่นที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการให้เงินทอง ส่วนนี้แม้ยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนเราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่กับ สว. 138 รายนี้ กลับไม่ดำเนินการใดๆ ตนคิดว่ายังไม่ถึงที่สุด และไม่ควรทำแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้หน่วยงานถูกตำหนิ ทั้งนี้ หากท้ายที่สุดตนได้เข้าไปรับตำแหน่ง สว. ตัวจริง ก็ยืนยันที่จะเดินหน้าแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภาต่อไป เพราะผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องได้รับการลงโทษตามสมควรแก่เหตุ ไม่ควรปล่อยให้ลอยนวล ต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวปิดท้ายถึง กรณีการกลับคำให้การของ 2 พยานปากสำคัญในคดีฮั้ว สว. ว่า หากพูดตามสำนวนการสอบสวน ยังต้องถือว่าคำให้การครั้งแรกของนายเอกราชเป็นไปตามข้อเท็จจริง ส่วนการกลับคำให้การในภายหลังเป็นเพียงการส่งจดหมายฉบับเดียว แต่ไม่ได้เดินทางมาให้ปากคำด้วยตนเอง จึงอยากตั้งคำถามว่าจดหมายฉบับนั้นเป็นลายเซ็นของใคร ใช่ลายเซ็นของนายเอกราชจริงหรือไม่ และในทางสำนวนการสอบสวน เรามองว่าจดหมายฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารนอกสำนวน ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาได้ ฉะนั้น เราต้องยึดถือคำให้การในครั้งแรกเท่านั้น จะมาอ้างเรื่องการกลับคำให้การในภายหลังไม่ได้ และประธาน กกต. จะนำการวินิจฉัยจากเอกสารนอกสำนวนฉบับนี้มากล่าวอ้างไม่ได้

ในส่วนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไอได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว 8 ราย ก็ได้มีการกล่าวถึงคำให้การของนายเอกราชเช่นกัน ซึ่งได้ประมวลแล้วว่าการกลับคำให้การของนายเอกราชเป็นการดำเนินการโดยเจ้าตัวไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง แตกต่างจากการให้การในครั้งแรกที่เดินทางมาพร้อมกับทนายความ ทำให้กระแสเรื่องการกลับคำให้การภายหลังอาจมีเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงสรุปได้ว่าไม่น่าเชื่อถือ และควรใช้คำให้การในครั้งแรกประกอบสำนวนเท่านั้น

ตนเชื่อว่าเมื่อสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลจะมีการเรียกเอกสารภายในสำนวนทั้งจากส่วนของดีเอสไอและ กกต. มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หากพิจารณาคำให้การในครั้งแรก จะเห็นว่ามีการให้การอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สอดรับกับพยานหลักฐานและพยานปากอื่นๆ อย่างสอดคล้องต้องกัน ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ฉะนั้น หากนายเอกราชจะกลับคำให้การ ก็คงต้องให้พยานปากอื่นๆ มากลับคำให้การทั้งหมดด้วยจึงจะรับฟังได้ ผมเชื่อว่าเมื่อสำนวนเข้าสู่ชั้นศาลฎีกาฯ ความเป็นธรรมจะปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา: มติชน