สว.สำรอง ขอ อธิบดีDSI ไม่ทำหน้าที่หัวหน้าพงส. คดีฮั้วสว.

สว.สำรอง ขอ อธิบดีDSI ไม่ทำหน้าที่หัวหน้าพงส. คดีฮั้วสว.

สว.สำรอง ยื่นหนังสือถึง อธิบดีดีเอสไอ ขอไม่ให้ทำหน้าที่หัวหน้าพงส. คดีฮั้วสว.เหตุเคยเป็นอนุวินิจฉัยกกต. และเป็นเสียงข้างมาก ระบุ 229 ไม่มีความผิด

วันนี้ (22 ต.ค. 69 ) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ราชการ อาคาร C กลุ่มสว.สำรอง นำโดยพล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะยื่นหนังสือถึง ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อเรียกร้องให้ ดำเนินคดีฮั้ว สว.อั้งยี่ ฟอกเงิน ด้วยความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ปราศจากใบสั่ง

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า จากที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับคดีพิเศษที่ 24/2568 ในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. คดีนี้ มีพนักงานสอบสวน ร่วมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษและทางอัยการ และช่วงที่ผ่านมา อัยการได้มีการส่งกลับสำนวนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ฟ้องผู้ต้องหาไปก่อนหน้านี้ 8 ราย แล้วทางอัยการ ขอให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการสอบสวนถึงพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายของผู้เกี่ยวข้องทั้ง 7 กลุ่ม หรือทั้งฝ่ายนักการเมือง ผู้เกี่ยวข้องกับ สว. และเครือข่ายนักการเมืองรวมทั้งพวกโวตเตอร์ต่างๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้นที่รวมๆ แล้วเป็นมากกว่า 1,000 คน และที่สำคัญคือทางอัยการบอกว่าขอให้มีการนำข้อมูลสำคัญที่เป็นพยานหลักฐานที่เป็นเส้นเงิน หรือว่าหลักฐานทางการเงินที่ทางคณะของ “ผู้เชี่ยวชาญ” หรือ “ผู้ชำนาญการ” ประจำตัว สว. ที่ได้มีการแต่งตั้งไปแล้ว ที่มีการรับค่าตอบแทนมา ได้มีการบริหารจัดการเส้นเงินอย่างไร

ซึ่งในกระบวนการต่างๆ นั้นที่ผ่านมาปรากฏว่า การสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการชะงักงันมาโดยตลอด โดยทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มีการแถลงข่าวเป็นระยะ ๆ ตลอดมาว่า จะรอให้ ทาง กกต.ได้มีการวินิจฉัยคำร้องของ คดีฮั้ว สว. ก่อน และประกอบกับขณะนี้ในการพิจารณามีคำวินิจฉัยของ กกต. ได้เรียบร้อยแล้ว และได้มีการแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษท่านใหม่ คือ ท่าน ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล มาทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทน

ซึ่งที่ผ่านมา ในคดีพิเศษที่ 24/2568 จะมีทางท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ตามตำแหน่ง ซึ่งกรณีนี้ ทาง สว.สำรอง เองมีความกังวลใจว่า โดยเฉพาะทาง ร.ต.อ. ปิยะ เมื่อครั้งที่ท่านได้ทำหน้าที่เป็นคณะอนุ กรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ท่านได้มีการร่วมในการลงความเห็น โดยเป็นเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 229 คนนั้นไม่มีความผิดเลย และไม่ผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งตรงนี้ครับเรามองว่า ท่านมีความเห็นหรือมีความคิดเห็นที่เป็นไม่ตรงกับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนของ และคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกลางที่ 26 ได้เสนอมา

ดังนั้น เมื่อท่านร.ต.อ.ปิยะ จะมาทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทางสว.สำรอง มีความไม่มั่นใจว่าท่านเองจะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษที่ 24/2568 เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมหรือไม่ เพราะเห็นว่าท่านเองมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้อข้อมูลของการสอบสวน ในเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างชัดแจ้ง และปรากฏว่าข้อมูลของคดีอั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญชุดเดียวกันกับคณะ อนุวินิจฉัยเรื่องของคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ดำเนินการอยู่ เพราะว่า เป็นเหตุการณ์เดียวกัน มีข้อมูลพฤติการณ์เฉกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น การที่ท่านมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้อมูลชุดเดียวกันนี้ ที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วที่ กกต. เราจึงไม่มั่นใจว่าท่านจะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีที่พิเศษที่ 24/68 ว่าจะเป็นไปโดยความสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

เราจึงมีหนังสือมายื่นให้กับท่าน เพื่อขอให้ท่านในฐานะที่ท่านเป็นเลขาฯ ของคณะกรรมการคดีพิเศษ นำเสนอเรื่องของสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ ไปยังคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งมี ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน ได้พิจารณาว่าจะมอบหมายให้กับผู้ใดที่มีความเหมาะสมที่ไม่มีความทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้อมูลนี้ และมีความเป็นกลางชัดเจนพอที่สังคมจะเชื่อถือและก็ไว้วางใจได้มาทำหน้าที่ควบคุมเป็นผู้บริหาร หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน คดีพิเศษที่ 24/2568 นี้

ซึ่งในเอกสารชุดเดียวกันนี้ เราเองได้เคยไปยื่นให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไว้ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ยื่นให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไว้อีกส่วนหนึ่ง และวันนี้ในฐานะที่ ท่าน ร.ต.อ.ปิยะ เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ เราก็จะขอเอาสำเนาของสำนวนหนังสือ ทั้ง 2 ฉบับ มายื่นให้กับทาง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้พิจารณานำเรื่องนี้ เข้าไปในที่ประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสั่งการอีกส่วนหนึ่ง

ที่มา: INN