เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2 โถงรับรองกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง พร้อมด้วยเพื่อนสมาชิกอดีตผู้สมัคร สว.67 ร่วมกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินคดีฮั้ว สว. อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ด้วยความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ปราศจากใบสั่ง โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง
โดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง เปิดเผยว่า วันนี้ตนเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และในฐานะเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) นำเรื่องสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั้งยี่ฟอกเงิน สว. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อที่จะได้มีการนำเสนอที่ประชุมขอจัดชุดคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมอบหมายผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่มีความเหมาะสมและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้อมูลและพยานหลักฐานในคดีพิเศษ พร้อมย้ำว่าผู้ที่จะมารับหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องไม่ใช่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เด็ดขาด
โดยห้ามไปยุ่งเกี่ยวหรือมีส่วนสั่งการในคดีนี้ทั้งสิ้น แม้ท่านจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี และในฐานะหัวหน้าหน่วยงานที่จะต้องสนับสนุนช่วยเหลือในการสอบสวนก็ตาม แต่ตนมองว่า ร.ต.อ.ปิยะ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะเป็นกรรมการในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของการยกคำร้อง 5:2 เสียง ไม่ดำเนินคดีต่อผู้ที่มีส่วนร่วมในการฮั้ว สว. จำนวน 229 ราย ตนจึงเล็งเห็นว่า แม้ในฐานะที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานก็ควรอำนวยความสะดวกให้สำนวนคดีนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว แต่ต้องไม่ขัดขวางด้วยประการใด เพื่อให้การสอบสวนเพิ่มเติมตามที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนมานั้น สอบสวนให้ครบถ้วนโดยเร็ว และมีความเห็นสั่งฟ้องสมควรตามพยานหลักฐาน นอกจากการสั่งฟ้องตามจำนวนเดิม 8 รายก่อนหน้านี้
พล.ต.ท.คำรบ เผยอีกว่า สังคมจะเห็นได้ว่าสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มีการชะงักมาโดยตลอด แม้ รมว.ยุติธรรม จะมีการแถลงข่าวสารเป็นระยะ ๆ ว่าขอรอคณะกรรมการ กกต. วินิจฉัยมีความเห็นให้เรียบร้อยก่อน จนตอนนี้คณะกรรมการ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว คือ การเตรียมส่งดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย จากที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยมีความเห็นดำเนินคดีไว้ถึง 229 ราย และนอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งจะมีผลต่อการมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. แทน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนก่อนหน้านี้ ทางเราจึงมีความกังวลใจว่าในคณะอนุกรรมการฯ ที่ 36 ชื่อของ ร.ต.อ.ปิยะ ก็เคยทำหน้าที่กรรมการ และได้มีความเห็นไม่สั่งฟ้องทั้ง 229 ราย โดยที่มีความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงต่อสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ที่ 26
ในฐานะผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดระยะเวลา 2 ปีเศษ จึงไม่มั่นใจว่าท่านจะมาทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรม สุจริตหรือไม่ เพราะท่านอาจมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์และขัดแย้งกับพยานหลักฐาน จึงเป็นเหตุจำเป็นต้องมีหนังสือขอคัดค้านการทำหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในครั้งนี้ของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และขอให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณามอบหมายให้ผู้ที่มีความเหมาะสมและไม่มีความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้อมูลในสำนวนพยานหลักฐาน หรือมีความเป็นกลาง มาทำหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น
พล.ต.ท.คำรบ เผยต่อว่า การเข้ายื่นหนังสือขอคัดค้านการทำหน้าที่ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในวันนี้ เราไม่ได้เป็นการยื่นหนังสือครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้ได้เคยยื่นหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไปตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษท่านใหม่ขึ้นมา จึงต้องมายื่นหนังสือโดยตรงอีกครั้ง และก็ประสงค์ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ช่วยกันนำเรื่องของบอร์ด กคพ. เพื่อให้สร้างความกระจ่างแก่สังคม เพราะจะเล็งเห็นได้ว่าในคดีพิเศษหลายครั้งไม่จำเป็นจะต้องเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเสมอไปที่จะต้องมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน
ที่มา: เดลินิวส์