'กรวีร์' ผิดหวังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ หลัง 'ครม.' ยอมเพิ่มเวลาอภิปรายเป็น 4 วัน รวมลงมติ 5 วัน

'กรวีร์' ผิดหวังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ หลัง 'ครม.' ยอมเพิ่มเวลาอภิปรายเป็น 4 วัน รวมลงมติ 5 วัน

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อหารือกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี เพื่อวางกรอบ วันอภิปราย ล่มเป็นครั้งที่ 2 ว่า รู้สึกค่อนข้างผิดหวังกับการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยการประชุมครั้งนี้ควรเป็นโอกาสที่แต่ละฝ่ายจะหารือและเตรียมข้อมูล เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของสภาและการตรวจสอบรัฐบาลเป็นสำคัญ การหารือยังไม่ทันได้ข้อสรุป ฝ่ายค้านก็เดินออกจากที่ประชุม หรือวอล์กเอาต์ เนื่องจากไม่ได้รับเวลาตามที่เรียกร้อง โดยฝ่ายค้านต้องการเวลาอภิปราย 5 วัน ขณะที่ ครม.เสนอกรอบเวลาเดิมคือวันที่ 27-29 ต.ค.รวม 3 วัน ซึ่งรัฐบาลได้พยายามหาทางออกด้วยการเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านแล้ว แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้

นายกรวีร์ กล่าวว่า ในการหารือครั้งแรก ฝ่ายค้านเห็นว่าเวลา 3 วันไม่เพียงพอ ที่ประชุมจึงขอให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี กลับไปหารือกับคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ก่อนจะได้รับคำตอบว่าสามารถเพิ่มเวลาอภิปรายได้อีก 1 วัน รวมเป็น 4 วัน และกำหนดลงมติในวันที่ 30 ต.ค. ทำให้กรอบเวลาตั้งแต่เริ่มอภิปรายวันที่ 26 – 30 ต.ค. รวมวันลงมติวันศุกร์ รวมเป็น 5 วัน ซึ่งฝ่ายค้านเสนอว่า หากรัฐบาลให้เวลาอภิปรายเพียง 4 วัน จะขอเลื่อนการอภิปรายไปเป็นช่วงเดือน พ.ย.โดยฝ่ายรัฐบาลและตัวแทนคณะรัฐมนตรีได้ตรวจสอบตารางเวลาและภารกิจต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่สามารถหาวันที่เหมาะสมสำหรับการอภิปรายต่อเนื่องได้ เนื่องจากการอภิปรายครั้งนี้มีรัฐมนตรีถูกยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรวม 18 คน จึงต้องจัดสรรเวลาให้รัฐมนตรีทุกคนสามารถเข้าร่วมรับฟังข้อกล่าวหาและชี้แจงได้

นายกรวีร์ กล่าวว่า การจัดอภิปรายให้รัฐมนตรีทั้ง 18 คนอยู่พร้อมกันต่อเนื่องหลายวันเป็นเรื่องที่มีข้อจำกัด โดยช่วงเวลาที่มีการหารือกันยังมีภารกิจคณะรัฐมนตรีสัญจร การเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี และภารกิจเดินทางไปประชุมต่างประเทศของคณะรัฐมนตรี ขณะที่ช่วงเดือนธันวาคมมีภารกิจเกี่ยวกับพระราชพิธีจำนวนมาก ทำให้การหาวันอภิปรายต่อเนื่อง 4-6 วันในเดือนพ.ย. จึงเป็นเรื่องยาก

เมื่อถามว่า กรณีฝ่ายค้านเสนอวันที่ 17 พ.ย. แต่มองว่าฝ่ายรัฐบาลไม่สะดวกเพราะเหตุผลอะไรนั้น นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดภารกิจในวันดังกล่าวอย่างชัดเจน ต้องสอบถาม ครม.โดยตรง แต่ยืนยันว่าการกำหนดวันอภิปรายต้องพิจารณาความพร้อมของรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ไม่ใช่ดูเฉพาะความพร้อมของรัฐมนตรีบางคนหรือความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นายกรวีร์ ชี้แจงถึงกรอบเวลาที่รัฐบาลเสนอว่า หากอภิปรายในช่วงสัปดาห์หน้า ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี และลงมติวันศุกร์ จะมีเวลารวมทั้งหมดประมาณ 63 ชั่วโมง 30 นาที โดยฝ่ายค้านจะได้รับเวลาอภิปรายประมาณ 45-48 ชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือจะเป็นเวลาที่คณะรัฐมนตรีใช้ตอบข้อซักถามและชี้แจงข้อกล่าวหา

นายกรวีร์ ได้นำสถิติการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเปรียบเทียบ โดยระบุว่า ในปี 2563 การอภิปรายใช้เวลาประมาณ 3 วันครึ่ง หรือรวมประมาณ 33 ชั่วโมง ส่วนปี 2564 ครั้งหนึ่งใช้เวลาจริง 38 ชั่วโมง 52 นาที และการอภิปรายอีกครั้งใช้เวลาประมาณ 37 ชั่วโมง 47 นาที ขณะที่การอภิปรายครั้งสุดท้ายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ใช้เวลา 4 วัน รวมประมาณ 43 ชั่วโมง 43 นาที

นายกรวีร์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกรอบเวลาที่รัฐบาลจัดสรรให้ฝ่ายค้านในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 45-48 ชั่วโมง จึงถือว่าเป็นเวลามากกว่าการอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมา และตั้งคำถามว่ารัฐบาลปิดกั้นการตรวจสอบหรือใจแคบตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหาตรงไหน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มีเจตนาถ่วงเวลา แต่พยายามเพิ่มเวลาและหาทางออกให้การอภิปรายเกิดขึ้นได้

เมื่อถามว่า การประชุมวิป 3 ฝ่ายเกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป จะยังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเป็นผู้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้ามา หากเป็นผู้ยื่นญัตติก็ควรเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายตั้งแต่วันนี้ โดยเมื่อมีกรอบเวลาและเงื่อนไขที่ชัดเจนแล้ว จึงอยากให้ถามกลับไปยังฝ่ายค้านว่าพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลหรือไม่

ส่วนเหตุผลที่ฝ่ายค้านไม่ต้องการอภิปรายในสัปดาห์หน้า โดยต้องการเวลา 5 วันหรือประมาณ 60 ชั่วโมง นายกรวีร์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านอ้างอิงการอภิปรายครั้งก่อนในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีถูกอภิปรายมากกว่า 10 คน และใช้เวลาหลายสิบชั่วโมง จึงต้องการเพิ่มเวลาตามจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายในครั้งนี้

นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการนำจำนวนรัฐมนตรีมาเป็นเหตุผลกำหนดเวลาอภิปรายโดยตรง พร้อมตั้งคำถามว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะจำนวน 35 คน จะต้องใช้เวลาอภิปรายถึง 10 วัน 10 คืนหรือไม่ โดยเห็นว่าหากมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ฝ่ายค้านทุกพรรคควรสามารถบริหารจัดสรรเวลาเพื่ออภิปรายประเด็นสำคัญได้ และเชื่อว่าฝ่ายค้านมีการเตรียมความพร้อมมาแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่สามารถอภิปรายในสัปดาห์หน้าได้

เมื่อถามว่า หากไม่สามารถอภิปรายในสัปดาห์หน้า จะหมายความว่าจะไม่มีการอภิปรายอีกแล้วหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลพยายามหาช่วงเวลาในเดือนพ.ย.แล้ว แต่ยังไม่สามารถหาวันที่เหมาะสมได้ ส่วนเดือนธ.ค. ไม่ต้องกล่าวถึง เพราะมีภารกิจเกี่ยวกับพระราชพิธีจำนวนมาก พร้อมระบุว่าตัวแทน ครม.ได้พยายามตรวจสอบวันต่าง ๆ ที่สามารถจัดการอภิปรายต่อเนื่องได้ ทั้ง 4 วัน 5 วัน หรือ 6 วัน แต่ยังหาวันที่ลงตัวไม่ได้

สำหรับข้อทักท้วงของฝ่ายค้านที่ไม่เห็นด้วยกับการที่นายภราดรเข้าร่วมประชุมและชี้แจงด้วยตนเอง นายกรวีร์กล่าวว่า นายภราดรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่เริ่มสมัยประชุมสภา ไม่ได้เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเพื่อมาดำเนินการในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ และไม่ได้เข้าร่วมในฐานะตัวแทนของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย แต่ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรีตามปกติ จึงเห็นว่าไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นข้อโต้แย้ง

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ประธานในที่ประชุมพยายามกำชับให้ทุกฝ่ายใจเย็นและหาทางออกร่วมกัน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเสนอแนวทางเพิ่มวันอภิปราย และต้องให้เครดิตนายภราดรที่กลับไปประสานงานกับคณะรัฐมนตรีจนสามารถเพิ่มเวลาได้อีก 1 วัน หลังจากก่อนหน้านี้รัฐบาลเสนอเวลา 3 วัน แต่ฝ่ายค้านไม่ยอมรับ แม้จะมีการเสนอให้ขยายเวลาอภิปรายในแต่ละวันให้ยาวขึ้นก็ตาม

นายกรวีร์ ย้ำว่า รัฐบาลพยายามหาทางออกทุกแนวทางแล้ว ทั้งการเพิ่มวันอภิปรายและการตรวจสอบช่วงเวลาในเดือนพฤศจิกายน จึงไม่แน่ใจว่าจะสามารถขยับกรอบเวลาได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ หากฝ่ายค้านเห็นว่าเวลา 45-48 ชั่วโมงยังไม่เพียงพอ อาจต้องกลับมาพูดคุยกันว่า คณะรัฐมนตรีสามารถลดเวลาชี้แจงลงได้อีกหรือไม่ เช่น ปรับกรอบเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นการเปลี่ยนไปใช้วันอื่น ยังมีข้อจำกัดด้านภารกิจของคณะรัฐมนตรี

นายกรวีร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลจะเลือกได้ตามความต้องการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความพร้อมของคณะรัฐมนตรีที่ต้องเข้าร่วมชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งการกำหนดช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรีสามารถเข้าร่วมได้ถือเป็นเรื่องปกติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมขอให้ฝ่ายค้านทบทวนท่าทีและกลับมาหารือกัน โดยยึดประโยชน์ของสภาและการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลัก เพื่อให้การอภิปรายสามารถเดินหน้าต่อไปได้.

ที่มา: เดลินิวส์