เดชรัต จี้สอบจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ ชงรัฐทำฐานข้อมูล 300 สายพันธุ์ ปกป้องสิทธิเกษตรกร

เดชรัต จี้สอบจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ ชงรัฐทำฐานข้อมูล 300 สายพันธุ์ ปกป้องสิทธิเกษตรกร

‘เดชรัต’ จี้ตรวจสอบปมจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ แนะ รัฐเร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพรา 300 สายพันธุ์ ปกป้องสิทธิเกษตรกรและชุมชน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านสุขภาพชีวิตใหม่ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงกรณีกะเพรากับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รับรองพันธุ์พืช หลังจากที่มีข้อถกเถียงจากหลายฝ่าย ว่า การจดทะเบียนกะเพราแก้วสรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช จากบริษัท CPRam นำไปสู่ข้อถกเถียงและข้อกังวลใจ เพราะกะเพราเป็นพืชพันธุ์ที่ประชาชนทั่วไปปลูกไม่ใช่แค่เพียงเกษตรกรเท่านั้น และการซื้อขายแลกเปลี่ยนใช้ประโยชน์ใบกะเพราโดยทั่วไปไม่ได้จำแนกสายพันธุ์อย่างชัดเจน

นายเดชรัต กล่าวต่อว่า ทำให้เกิดความสงสัยและกังวลใจนำไปสู่ข้อตกลง บางอย่างได้คำตอบที่ชัดเจนว่าการจดทะเบียนไม่ได้หมายถึงการคุ้มครองพันธุ์กะเพราโดยทั่วไป ซึ่งมีมากถึง 300 สายพันธุ์ แต่คุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่บริษัทเอกชนร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาขึ้น 4 สายพันธุ์ แต่ความสงสัยยังมีอยู่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงสั่งให้มีการตรวจสอบกระบวนการจดทะเบียนถือครองสิทธิ์ของบริษัทเอกชนว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นายเดชรัต กล่าวอีกว่า หากจะตอบความกังวลใจของประชาชนและนำไปสู่ความเข้าใจในการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธ์พืชให้สอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ จำเป็นต้องตั้งคำถามขึ้นอีก 2 ประเด็น และ ครม.เงาเรามีข้อเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพืชพันธุ์ เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และจำเป็นต้องคำนึงถึงความสำคัญเท่าเทียมสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ การรักษาและใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรม

นายเดชรัต กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นคำถาม 2 ข้อ ได้แก่ 1.กะเพรา 4 สายพันธุ์มีลักษณะแตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไรที่ประชาชนจะสังเกตได้โดย แตกต่างจากการเริ่มต้น CPR1 ควรนำเสนอให้ชัดเจนให้ประชาชนเข้าใจ คลายความกังวลใจสามารถแยกแยะได้ และ 2.การแบ่งปันผลผลประโยชน์ให้กับรัฐมีความเป็นธรรมหรือไม่ 1 ใน ประเด็นที่มีการถกเถียงคือการพัฒนาพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์คือนำกะเพราป่าพันธุ์พื้นเมือง มาพัฒนาต่อยอด 4 สายพันธุ์ซึ่งตามกฎหมายต้องขออนุญาตจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ นำรายได้เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52 เป็นเท่าไหร่เป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน

“เพราะกรมวิชาการทางเกษตรแจ้งว่าเป็นข้อมูลลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้ยกเว้นแต่มีคำสั่งศาลศาล อย่างไรก็ตามถ้าไปดูในรายงานของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2567 เป็นปีที่มีการขึ้นทะเบียนหรือจดทะเบียน กะเพราทั้งสี่สายพันธุ์ ปรากฏกองกองทุนมีรายได้ 366,688 บาท แปลว่ารายได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์น่าจะไม่เกินตัวเลขนี้ใช่หรือไม่ เพราะนี่คือรายได้จากกองทุนที่ได้รับข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ทั้งหมด” นายเดชรัต กล่าว

นายเดชรัต กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ข้อตกลงตามมาตรา 52 มี 207 ข้อตกลง ภาคเอกชน 75 ราย แต่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชมีรายได้รวมเพียง 467,000 บาท จึงเกิดเป็นคำถามว่าการแบ่งปันผลประโยชน์เช่นนี้เป็นทางหรือไม่ กับสาธารณะในภาพรวม ส่วนข้อมูลกวนใจที่กฎหมายระบุห้ามเปิดเผยถึงข้อตกลง อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะมาตรา 63 กำหนดว่าห้ามเปิดเผยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการปรับปรุงพันธุ์ของผู้จดทะเบียน

นายเดชรัต กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอของ ครม.เงา พรรคประชาชน ในการพัฒนาสายพันธุ์กะเพราพัฒนาโดยผู้ซื้อรายใหญ่ CPRam อาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจในเรื่องการปลูกพัฒนาสายพันธุ์กะเพรา อาจจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของกะเพราไทยในอนาคต จึงเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ 1.เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราทั้ง 300 สายพันธุ์ รวมถึงแหล่งที่พบลักษณะประจำพันธุ์และชุมชนที่มีการอนุรักษ์รักษาสายพันธุ์นั้นๆ เพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมปลูกตลาดการแปรรูปที่เหมาะสมของกะเพราแต่ละสายพันธุ์

นายเดชรัต กล่าวด้วยว่า และ 2.กรณีพบกะเพราบางสายพันธุ์ที่อยู่เฉพาะถิ่น ให้กระทรวงเกษตรสนับสนุนให้ชุมชนจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตามมาตรา 45 ยังเสนอให้กระทรวงเกษตรพัฒนากะเพราสายพันธุ์พื้นบ้านให้เป็น ทั้งเครื่องดื่มอาหารเสริมสมุนไพร หรือแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้กับชุมชนที่อนุรักษ์สายพันธุ์กะเพราต่างๆก็จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชนมากกว่าตอบโจทย์ ผู้ประกอบการ

ที่มา: มติชน