ครม.เงา ปชน. จี้รัฐบาลแก้ 3 วิกฤต “เดชรัต” เสนอจัดทำฐานข้อมูลกะเพรา 300 สายพันธุ์ ปกป้องสิทธิเกษตรกรและชุมชน ด้าน “ศุภโชติ” ซัดรัฐบาลบริหารพลังงานล้มเหลว ดีเซลพุ่ง 43.50 บาทต่อลิตร ขณะ”ณัฐพงษ์” แฉปัญหามลพิษข้ามแดน พบสารหนู-ตะกั่วปนเปื้อนในข้าว
การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 17 นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และนายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ทีมบริหารพรรคด้านสุขภาพชีวิตใหม่ ได้หยิบยกประเด็นการจดทะเบียนพันธุ์กะเพราและการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชขึ้นหารือ ท่ามกลางข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืชและการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์
นายเดชรัต กล่าวว่า กรณีการจดทะเบียนกะเพราแก้วสรและกะเพราอีก 3 สายพันธุ์ที่พัฒนาโดยบริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อให้เกิดข้อถกเถียง เนื่องจากกะเพราเป็นพืชที่ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกและใช้ประโยชน์ได้ ขณะที่การซื้อขายในตลาดไม่ได้จำแนกสายพันธุ์อย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดความกังวลว่าการจดทะเบียนดังกล่าวจะส่งผลต่อสิทธิของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปหรือไม่ แม้จะมีคำชี้แจงว่าการจดทะเบียนคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น 4 สายพันธุ์ ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทั่วไปซึ่งมีความหลากหลายจำนวนมาก แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของพันธุ์พืชและกระบวนการแบ่งปันผลประโยชน์ จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการจดทะเบียนและการถือครองสิทธิ
นายเดชรัต ตั้งคำถามสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ กะเพรา 4 สายพันธุ์มีลักษณะแตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไร ประชาชนจะสามารถสังเกตและแยกแยะได้หรือไม่ รวมถึงข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ให้รัฐมีความเป็นธรรมเพียงใด โดยเฉพาะกรณีที่มีการนำกะเพราป่าหรือพันธุ์พื้นเมืองมาใช้พัฒนาต่อยอด ซึ่งตามกฎหมายต้องมีการขออนุญาตและจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52 โดยข้อมูลจากรายงานกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีการจดทะเบียนกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ แสดงรายได้
ของกองทุนจำนวน 366,688 บาท ขณะที่ข้อมูลข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52 มีทั้งหมด 207 ข้อตกลง จากภาคเอกชน 75 ราย แต่กองทุนมีรายได้รวมเพียงประมาณ 467,000 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่าผลประโยชน์ที่รัฐและสาธารณะได้รับมีความเหมาะสมหรือไม่
ส่วนข้ออ้างเรื่องการไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงได้นั้น นายเดชรัตน์ตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 63 ของกฎหมายกำหนดข้อห้ามเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการปรับปรุงพันธุ์ของผู้จดทะเบียน จึงควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าข้อมูลส่วนใดสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและคลายความกังวลของประชาชน
สำหรับข้อเสนอของ ครม.เงาพรรคประชาชน นายเดชรัตน์เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราทั้ง 300 สายพันธุ์ โดยรวบรวมแหล่งที่พบ ลักษณะประจำพันธุ์ และชุมชนที่มีบทบาทอนุรักษ์พันธุ์พืช เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมการเพาะปลูก การตลาด และการแปรรูปให้เหมาะสมกับศักยภาพของกะเพราแต่ละสายพันธุ์
นอกจากนี้ หากพบกะเพราสายพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะและพบในบางพื้นที่ ควรสนับสนุนให้ชุมชนจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นตามมาตรา 45 พร้อมส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์กะเพราพื้นบ้านเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยจัดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์แก่ชุมชนผู้อนุรักษ์อย่างเป็นธรรม พร้อมย้ำว่า พรรคประชาชนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรมอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่มุ่งตอบโจทย์ผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว
ด้านนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีราคาขายหน้าสถานีบริการอยู่ที่ลิตรละ 43.50 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 5 บาทต่อลิตรภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน สิ่งที่น่ากังวลคือเครื่องมือที่รัฐบาลมีอยู่เพื่อรับมือกับวิกฤตเริ่มเหลือน้อยลง โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบเกิน 100,000 ล้านบาทแล้ว
พร้อมกล่าวหาว่าสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
นายศุภโชติ กล่าวว่า พรรคประชาชนเคยเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงาน รวมถึงมาตรการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต แต่จนถึงขณะนี้หลายเรื่องยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน หรือดำเนินการล่าช้า จึงเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ได้แก่ 1.ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลชั่วคราว 6 บาทต่อลิตร โดยประเมินว่ารัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณหรือรองรับรายได้ที่ลดลงประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อเดือน 2.เจรจาลดค่าการตลาดน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร โดยเห็นว่าค่าการตลาดเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนราคาน้ำมันที่ควรได้รับการทบทวนให้เหมาะสม หากดำเนินการร่วมกับการลดภาษีสรรพสามิตตามข้อเสนอแรก จะช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้รวม 7 บาทต่อลิตร ตามการประเมินของพรรคประชาชน 3.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรม โดยทบทวนหลักเกณฑ์การอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ ตลอดจนตรวจสอบต้นทุนแฝงและต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ราคาที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนอย่างเหมาะสมมากขึ้น
สำหรับมาตรการระยะยาว นายศุภโชติ เสนอให้รัฐบาลเดินหน้าจัดเก็บภาษีลาภลอยจากผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ราคาพลังงาน โดยตั้งข้อสังเกตว่าโรงกลั่นบางแห่งมีผลกำไรเพิ่มขึ้น แม้รัฐบาลจะมีมาตรการตรึงราคาหน้าโรงกลั่น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าของผลการศึกษาเรื่องภาษีดังกล่าว
นายศุภโชติ เปิดเผยด้วยว่า พรรคประชาชนเตรียมร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีลาภลอยเสร็จแล้ว และพร้อมนำเสนอต่อสาธารณะก่อนยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยหวังให้เป็นอีกเครื่องมือในการลดภาระของประชาชน และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการบางส่วนได้รับกำไรเพิ่มขึ้นจากวิกฤตราคาน้ำมัน
ขณะที่นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งปัญหาขยะอุตสาหกรรมและกากสารเคมี รวมถึงมลพิษข้ามแดนจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่น้ำหลายสาย อาทิ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดเลยที่มีรายงานการตรวจพบสารพิษในแม่น้ำโขงเกินมาตรฐานต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน
พร้อมเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดในพื้นที่ภาคเหนือว่า น้ำชลประทานที่นำมาจากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกตรวจพบสารหนูสูงกว่าค่าความปลอดภัยถึง 28 เท่า และพบตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน 5 เท่า ส่วนการสุ่มตรวจดินในพื้นที่ปลูกพืช 20 แปลง พบสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐาน 11 แปลง
นอกจากนี้ ผลการตรวจเมล็ดข้าวและแกลบจากการเพาะปลูกในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ยังพบสารหนูและตะกั่วปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ทำให้เกิดความกังวลว่าประชาชนอาจนำข้าวที่ปนเปื้อนไปบริโภคโดยไม่ทราบความเสี่ยง โดยเฉพาะตะกั่วซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กเล็ก
ทั้งนี้ พรรคประชาชนและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหามาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตรวจวัดอย่างเพียงพอ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำงบประมาณจากโครงการอื่นมาใช้ และทำให้การตรวจพิสูจน์ตัวอย่างข้าวที่เก็บมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมล่าช้า จนเพิ่งทราบผลในเดือนตุลาคม
สำหรับการบรรเทาความเสี่ยงในระยะเร่งด่วน นายณัฐพงษ์แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเปลี่ยนแหล่งซื้อข้าว หรือเลือกบริโภคอาหารประเภทแป้งชนิดอื่นในช่วงที่ยังไม่มีข้อมูลรับรองความปลอดภัยที่ชัดเจน ส่วนครัวเรือนที่มีเด็กเล็กหรือหญิงตั้งครรภ์ หากจำเป็นต้องบริโภคข้าวจากพื้นที่เสี่ยง อาจลดปริมาณสารหนูได้ด้วยการหุงข้าวโดยใช้น้ำมากแล้วรินน้ำทิ้ง แทนการหุงแบบดงข้าว ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยจากสารปนเปื้อนทุกชนิดได้ ซึ่งในระดับนโยบาย นายณัฐพงษ์ เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบผลผลิตทางการเกษตรเป็นรายแปลง และรับรองมาตรฐานก่อนนำออกสู่ตลาด พร้อมคัดแยกผลผลิตที่ไม่ผ่านเกณฑ์และจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่า เกษตรกรเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษเช่นเดียวกัน จึงไม่ควรถูกผลักให้เป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาที่ตนไม่ได้ก่อ หรือถูกเหมารวมว่าผลผลิตจากพื้นที่ทั้งหมดปนเปื้อนสารพิษ แต่รัฐต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน โดยยังเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำแผนที่พื้นที่เสี่ยง ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยกรมพัฒนาที่ดิน เกษตรอำเภอ และอนุกรรมาธิการด้านมลพิษทางน้ำข้ามแดน มาใช้ประเมินแนวทางฟื้นฟูดิน สนับสนุนการเปลี่ยนชนิดพืชเพาะปลูก
และจัดหาอาชีพชดเชยระหว่างฟื้นฟูพื้นที่
ส่วนกระทรวงสาธารณสุขควรเร่งลงพื้นที่ตรวจสุขภาพประชาชน หลังมีข้อมูลผลตรวจประชาชน 549 คนในจังหวัดเชียงราย พบผู้มีระดับสารหนูอนินทรีย์ซึ่งเป็นสารหนูชนิดอันตรายเกินค่าความปลอดภัย 31 คน และยังเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เร่งนำปัญหามลพิษข้ามแดนและขยะอุตสาหกรรมเข้าสู่การพิจารณา หลังระบุว่าการประชุมทั้ง 3 ครั้งในปี 2569 ยังไม่มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการไม่เข้าร่วมประชุมของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการที่กระทรวงยังไม่ได้เข้ามาจัดการปัญหาอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ทั้ง 3 ประเด็นสะท้อนข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนต่อรัฐบาล ตั้งแต่การคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมและสิทธิของเกษตรกร การลดภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงาน ไปจนถึงการจัดการมลพิษที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและผลผลิตทางการเกษตร โดยพรรคเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
ที่มา: INN