จากกรณีเพจดังออกมา เปิดว่า สามีกล้ามโตของพิธีกรหญิงชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนกว่า 100 ไร่ ในพื้นที่ ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก เพื่อทำรีสอร์ตและสนามวิ่งเทรล ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ที่ อาคารออกอากาศ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ถนนพระราม 9 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งนี้ยังได้เผยถึงสถานะครอบครัวไว้ด้วยว่า
เป็นเรื่องที่บุ๋มเองไม่คาดคิดที่จะยืนตอบ และไม่คิดว่าจะต้องมาพูดเรื่องนี้ แต่ถ้าเรื่องทั้งหมดทำให้ทุกคนสบายใจ ประเด็นเรื่องที่ดิน ถ้าจะบอกว่าวสามีภรรยาไม่รู้เลยได้ยังไง ต้องบอกว่าไม่รู้จริงๆ บุ๋มใม่เคยไปแม้แต่สถานที่นั่น ไปถามประชาชนแถวนั้นได้เลยและเขาไม่ให้ไปด้วย เรื่องส่วนตัวของบุ๋มบางเรื่องไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเลย แต่เมื่อมันเกี่ยวโยงบุ๋มจำเป็นต้องพูด
บุ๋มเพิ่งทราบว่ามันมีที่ดินตรงนั้นอยู่ แต่รู้แค่ว่าเขาบอกว่าเขาทำเทรลวิ่ง เพราะเราเคยแห็นเหรียญที่มาส่งหน้าบ้าน แต่ส่วนอื่นๆ เขาไม่เคยเล่าอะไรเลย จนเกิดประเด็นขึ้น มันต้องเท้าความ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว ขออ้างอิงตามเอกสารหนังสือสัญญาซื้อขายในตู้เซฟเขา เขาทำการซื้อขายตั้งแต่ 5 ตุลาคม 2567 ด้วยเงิน 2.5 ล้านบาท ก็ไม่ทราบว่าเขาไปทำสัญญาอะไรยังไง
ต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ปี 67 ทุกท่านอาจจะเป็นความแข็งแรงของบุ๋มจนลืมว่าบุ๋มท้อง แล้วมูลนิธิจริงๆ ถ้าพูดถึงในเรื่องของการทำงานของมันที่ผ่านมาทุกคนก็ทราบ บุ๋มก็เล่ามาตลอดว่าบางทีบุ๋มก็ใช้เงินส่วนตัว ใช้เงินตัวเองในการเดินหน้าของมัน เพิ่งจะเริ่มมีเงินเข้ามาปลายปี 67 ค่ะ จากโคลนถล่มแม่สาย แล้วบุ๋มก็ไปชี้แจงในรายการแฉ แต่ก่อนหน้านั้นมิถุนา 67 บุ๋มทำการกู้เงินจากธนาคารเพื่อเอามามูลนิธิ เพื่อเอามาส่วนตัว 4 ล้านกว่าเกือบ 5 ล้าน บุ๋มใส่เต็มมากทุกครั้งที่บุ๋มให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับมูลนิธิ แต่ตุลาคมพี่เขาขอไป 2 ล้านกว่า เกือบ 3 ล้านเพื่อเอามาทำธุรกิจ หรือทำอะไรก็ตามบุ๋มไม่ทราบนะคะ แต่ที่ไม่ทราบหลังจากนั้นมันมีเรื่องเกิดขึ้นค่ะ ช่วงใกล้คลอดมันมีช่วงนึงที่น้องอเล็กซ์มีพี่เลี้ยงคนนึงแล้วคางแตก พี่เลี้ยงคนนั้นมีลูกสาวอยู่คนนึงค่ะ อายุ 17-18 แล้วเขามาเล่าให้ฟังว่า สามีของบุ๋มพาน้องเขาไปเลี้ยงเบียร์ 1 ขวด แล้วก็เอาไปเลี้ยงดู นั่นคือเหตุผลนึงที่ทำให้เราต่างคนต่างอยู่ค่ะ ตั้งแต่ปี 67 วันนั้นบุ๋มอาจจะไม่เข้มแข็งพอ เพราะรู้สึกว่าเราใกล้คลอด บุ๋มอยากให้ภาพความเป็นครอบครัวมันเดินต่อไปได้ค่ะ อเล็กซ์ก็เด็กมาก 2 ขวบกว่าในวันนั้น เราก็ใกล้คลอดอีก
แล้วบุ๋มก็โดนสื่อหรือคอมเมนต์ในโซเชียลเยอะมานานแล้วว่า เป็นผู้หญิงเก่งแต่ไม่เคยสมหวังในความรัก ดวงไม่ดีเรื่องผัว หรืออะไรก็ตาม บุ๋มเลยพยายามประคองตรงนั้นให้เดินต่อไปได้ค่ะ ด้วยคำว่าพ่อและแม่ บุ๋มทำหน้าที่ตรงนั้นอย่างดีนะ ทำหน้าที่ของแม่ ทำหน้าที่ให้เขาอยู่ในส่วนของพ่อ เพราะว่าลูกเราเล็กมากค่ะ แล้วบุ๋มก็ลงพื้นที่ได้เต็มที่อย่างที่ทุกคนสงสัยว่าทำไมปนัดดาลงพื้นที่ได้เต็มที่จังเลย เพราะเราต่างคนต่างอยู่ค่ะ หมายถึงว่าก็แยกห้องกัน บุ๋มจะเข้าบ้านเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ เขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ (ไม่รู้ว่าเงิน 2 ล้านที่ยืมไปเอาไปทำอะไร?) ไม่ทราบค่ะ ช่วงนั้นมันกึ่งๆ เราไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรง เพียงแต่เรารู้พฤติกรรมเขาที่แม่เด็กมาบอกเรา เงินจำนวนนี้ก็ยังไม่ได้คืน (ตอนนี้ทราบหรือยังว่าเขาเอาไปทำอะไร?) วันนี้ทราบแล้วค่ะ เพราะว่าไม่เคยถามและก็ไม่เคยได้คืน แต่หลังจากนั้นมันมีเรื่องเงินก้อนอื่นเข้ามาอีกค่ะ เมื่อปี 68-69 เงิน 7 ล้านบาทในตู้เซฟหายไป เป็นเงินที่สบู่เบนเนทให้ ให้ตอนที่บุ๋มคลอดเล็กซ์ กับ คลอดอาเธอร์ เป็นเงินสด เป็นขวัญถุง เขาบอกว่าน้องอันดาจะเสียใจ เขาเลยให้น้องอันดามัน ซึ่งตอนนี้อันดาเพิ่งรู้ว่าเงินหายไป บุ๋มเองก็ช็อก (เสียงสั่นน้ำตาคลอ) เพราะเป็นเงินของลูก แต่เขาคงมองในมุมที่เขาเป็นพ่อเด็กมั้ง เขาเลยสามารถเอาไปได้
ที่บุ๋มทราบ เพราะเราคุยกันเรื่องบ้านใหม่ เพราะบุ๋ม อยากเอาอันดามาอยู่ด้วย บุ๋มดูแลลูกเขามานานละ บุ๋มอยากดูแลลูกตัวเองบ้าง และบุ๋มก็เห็นว่าเด็กตัวเล็กเริ่มโตขึ้น บุ๋มอยากอยู่กับลูกๆ ก็ถามว่าเงินมันยังมีอยู่ใช่ไหมในตู้เซฟ เขาบอกว่าเขาใช้หมดแล้ว (เขาบอกว่าไปใช้อะไร?) ไม่บอกค่ะ มันแทบล้มทั้งยืน มันเริ่มมีเรื่องของเขาทำธุรกิจที่ภูเก็ตด้วย แม้กระทั่งเรื่องที่ดินที่เขาให้มา แปลงนั้นที่เคยดีใจที่เขาให้ อันนั้นเขาซื้อมาก่อนที่จะเจอบุ๋มนะ และเขาให้เราจริงๆ เพียงแต่ว่า หลังจากนั้นเขาเหมือนไปทำธุรกิจกับเพื่อนเขา แล้วจู่ๆ เข้าหนี้ก็โทรมาทวงเงินกับบุ๋ม ก็เริ่มแปลกๆ รายที่ 1, 2, 3 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา อย่างที่บอกบุ๋มหาบ้านใหม่ เรามีเงินกู้บ้าน แล้วมีค่าตกแต่ง 10 กว่าล้านอยู่ตรงนั้น วันที่ 12 เข้าโทรมาขอ 10 ล้าน เขาไม่บอกว่าเอาไปทำอะไร ไม่ได้ให้ค่ะ มันเยอะนะ ดังนั้นเลยไม่สามารถที่จะให้ได้ ด้วยความสัมพันธ์ที่หลังๆ มีคุยแต่เรื่องเงิน เริ่มรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว เราเหมือน ATM คนที่แบกทุกอย่างไว้ แต่เพื่อลูกเราก็ต้องทน เรารู้สึกว่าทำไมเขาต้องบีบเราขนาดนี้ แต่ด้วยเงินหรืออะไรก็ตามบุ๋มไม่สามารถให้ได้ เช้าวันที่ 13 เขาเอาลูกทั้ง 2 คนออกจากบ้านไป โดยไม่เอาพี่เลี้ยงไปและติดต่อไม่ได้
(เขารู้ไหมว่าเรารู้ว่าเขามีคนอื่น?) เขามีพูดลอยๆ บ้าง เช่น ที่มาอยู่กับบุ๋มได้เพราะว่าค่าตั๋วเครื่องบินถูกกว่าอีกคนนึง อีกคนอยู่อเมริกาอะไรแบบนี้ ก็สะอึกนะกับสิ่งที่เขาพูด แต่เขาอาจจะเป็นผู้ชายที่ไม่เห็นคุณค่าผู้หญิงอยู่แล้ว แต่มันก็ติดคำเดียว พ่อของเด็ก (ที่ผ่านมาจับได้กี่คน?) เราเคยเจอถุงยางในกระเป๋าเดินทางเขา เขาบอกเราไปเป็นวิทยากรที่ภูเก็ต เราจองตั๋วให้ด้วย อะไรแบบนี้ แต่เขาคงไม่แคร์ที่เราเจอ (เรารู้ไหมว่าเป็นใคร?) ไม่สนใจ
ย้อนกลับที่เขาเอาเด็กไป เราติดต่อไม่ได้โทรไม่รับสาย จนกระทั่งบุ๋มโทรหาพี่หนุ่ม กรรชัย เพราะตอนนั้นบุ๋มอยู่ญี่ปุ่น ให้เขาช่วยตามหาลูก จนกระทั่งไปเจอว่าลูกอยู่ที่คาร์แคร์คลองสาม ซึ่งบุ๋มก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขามีคาร์แคร์ที่คลองสาม เพิ่งรู้เมื่อวันที่ 14 ไปเจอลูกเขาบอกตำรวจว่า ไม่ต้องมาเสือกเรื่องของครอบครัวเดี๋ยวมาเคลียร์กันเอง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้คุยกันเลยนะคะ เอาลูกหนีไปโดยการสลับทะเบียนรถ ไปโผล่ที่ภูเก็ต จนกระทั่งวันอังคารที่ผ่านมาเขาเข้าบ้านมาเฉยเลย น่าจะรู้เรื่องเอกสารหรือระแคะระคายอะไรสักอย่างนึงมาหาเอกสาร เขาเข้าห้องตู้เซฟก่อนเลย แต่บุ๋มเปลี่ยนรื้อตู้ก่อนเลย เพราะมันผิดปกติมีเจ้าหนี้โทรมาเยอะ เลยเจอเอกสารเรื่องที่ดินนี้ค่ะ วันนั้นบุ๋มเลยตัดสินใจอุ้มลูกออกมาแบบไม่ใส่รองเท้า มันจำเป็นต้องเอาลูกออกมาให้เร็วที่สุด จนถึงวันนี้เขาก็ไม่ติดต่ออะไรมาเลย ตอนนี้อเล็กซ์กับอาเธอร์อยู่กับบุ๋มค่ะ จากจุดนี้บุ๋มคงต้องพูดตรงๆ ว่า ‘ก็อตคะ หย่ากันเถอะนะ พี่ก็ไปตามทางของพี่ บุ๋มก็จะไปตามทางของบุ๋ม ส่วนเรื่องลูกบุ๋มขอดูแลเอง บุ๋มไม่สามารถปล่อยให้ลูกอยู่ท่ามกลางเจ้าหนี้ขนาดนี้ได้ บุ๋มต้องการให้ลูกเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี พี่ไปเคลียร์เรื่องของพี่เถอะ ส่วนเรื่องที่พี่ขอ 10 ล้านบุ๋มให้ไม่ได้ค่ะ’ อีกเรื่องที่เขาขอคือเรื่องบ้านหลังใหม่ค่ะ ให้ใส่เป็นชื่ออเล็กซ์-อาเธอร์ ‘ได้นะคะพี่ถ้าพี่อยากได้ แต่พี่ต้องผ่อนเองเนอะ’
ที่มา: มติชน