ปธ.วิปรัฐบาล กรอบซักฟอก 4 วัน ลงมติ 1คาดเริ่ม 6ธค.

ปธ.วิปรัฐบาล กรอบซักฟอก 4 วัน ลงมติ 1คาดเริ่ม 6ธค.

ปธ.วิปรัฐบาล กรอบซักฟอก 4 วัน ลงมติ 1 วัน คาดเริ่ม 6 หรือ 7 ธ.ค. เบื้องต้นวางกรอบอภิปราย 4 วันเต็ม รวมประมาณ 60 ชั่วโมง ก่อนลงมติอีก 1 วัน รอหารือวิป 3 ฝ่ายให้ได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์นี้ ท้าฝ่ายค้านโชว์หลักฐาน อย่ามีแต่ “บันเทิงธิปไตย”

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยถึงกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่ามีความพร้อมเข้าชี้แจงต่อสภาตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป วิปรัฐบาลได้ประสานกับประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนัดหารือวิปทั้ง 3 ฝ่าย โดยคาดว่า จะประชุมภายในสัปดาห์นี้ หากช่วงบ่ายวันนี้ทุกฝ่ายมีเวลาตรงกัน ก็สามารถประชุมได้ทันที หรืออย่างช้าไม่เกินวันพฤหัสบดี เพื่อหาข้อสรุปเรื่องวันอภิปรายและการจัดสรรเวลา

นายกรวีร์ กล่าวว่า จากการหารือที่ผ่านมา 2 ครั้ง ทุกฝ่ายมีแนวโน้มเห็นตรงกันว่า ควรจัดเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วันเต็ม และลงมติอีก 1 วัน โดยมีกรอบวันที่ต้องหารือให้ชัดเจน 2 ทางเลือก ได้แก่ ทางเลือกที่ 1: อภิปรายวันที่ 6-9 ธันวาคม และลงมติวันที่ 10 ธันวาคม ทางเลือกที่ 2: อภิปรายวันที่ 7-10 ธันวาคม และลงมติวันที่ 11 ธันวาคม ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีสะดวกได้ทั้ง 2 ช่วงเวลา จึงต้องรอการหารือร่วมกันของวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อสรุปกำหนดการให้ชัดเจนภายในสัปดาห์นี้

ส่วนกรอบเวลาอภิปราย 4 วัน ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 60 ชั่วโมงนั้น ต้องพิจารณาจัดสรรให้เหมาะสมระหว่างเวลาที่ฝ่ายค้านใช้ในการอภิปรายและเวลาที่คณะรัฐมนตรีต้องใช้ชี้แจงข้อกล่าวหา โดยต้องคำนึงถึงสิทธิในการตรวจสอบของฝ่ายค้านและการตอบคำถามของฝ่ายรัฐบาลอย่างสมดุล

ขณะกรณีพรรคกล้าธรรมแสดงความประสงค์ขอร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรวีร์ กล่าวว่า ในการหารือทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมยืนยันมาโดยตลอดว่าต้องการรักษาสิทธิในการอภิปราย เนื่องจากปัจจุบันพรรคไม่ได้มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และยังมีสถานะเป็นฝ่ายค้าน ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะพรรคกล้าธรรมเท่านั้น แต่พรรคการเมืองอื่น ๆ ก็ควรได้รับการจัดสรรเวลาให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้เช่นกัน โดยต้องให้เกียรติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน สำหรับท่าทีของพรรคกล้าธรรม วิปรัฐบาลไม่ได้มีการปฏิเสธ

หากพรรคต้องการร่วมอภิปราย แต่เวลาที่จัดสรรให้ต้องเป็นส่วนของฝ่ายค้าน เนื่องจากเวลาของฝ่ายรัฐบาลมีไว้สำหรับการชี้แจงข้อซักถามของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ไม่ใช่การอภิปรายของ สส. ฝ่ายรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานรายละเอียดกับฝ่ายค้าน โดยรอการประชุมร่วมกันของวิปทั้ง 3 ฝ่ายในสัปดาห์นี้ก่อน

ส่วนการเตรียมรับมือการอภิปราย โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายค้านอาจหยิบยกประเด็นคดีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือเรื่องที่อาจพาดพิงบุคคลภายนอก นายกรวีร์ กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการกล่าวหาและตรวจสอบรัฐบาล ขณะที่ สส. ฝ่ายรัฐบาลจะพยายามอดทนรับฟัง และหากเนื้อหาไม่เกินเลยข้อบังคับการประชุม ก็ไม่ต้องการให้มีการประท้วงซ้ำซากจนทำให้การอภิปรายสะดุด หากมีการพาดพิงบุคคลจนเกิดความเสียหาย หรือกล่าวถึงพรรคการเมืองในประเด็นที่อยู่นอกเหนือการบริหารงานของคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาฯ ก็มีสิทธิใช้ข้อบังคับเพื่อประท้วงหรือใช้สิทธิพาดพิงได้ พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีเป็นการเฉพาะ แต่จะมีการลุกขึ้นประท้วงเมื่อเห็นว่าการอภิปรายไม่เป็นไปตามกรอบข้อบังคับ เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเหมาะสม

สำหรับข้อเรียกร้องของประธานวิปฝ่ายค้านที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาตอบคำถามในสภาอย่างต่อเนื่อง นายกรวีร์ กล่าวว่า วิปรัฐบาลมีการประสานงานล่วงหน้าเกี่ยวกับกระทู้ถามของ สส. ทุกสัปดาห์ โดยในสัปดาห์นี้มีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามสดครบทั้ง 3 กระทู้ และสามารถจัดสรรคิวให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบได้ ส่วนโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะมาตอบกระทู้ถามสดด้วยตนเองนั้น วิปรัฐบาลพยายามประสานตารางงานอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าตารางงานของนายกรัฐมนตรีค่อนข้างแน่น และบางกรณีการมอบหมายให้รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลเรื่องนั้นโดยตรงมาตอบ อาจทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ตรงประเด็นมากกว่า

ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามถึงข้อสังเกตของนักวิชาการว่า การที่วิปทั้ง 3 ฝ่ายยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องเวลา อาจเป็นความพยายามจำกัดเวลาซักฟอก เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ชำนาญการชี้แจงในสภาหรือไม่นั้น นายกรวีร์ปฏิเสธข้อสังเกตดังกล่าว โดยยืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

พร้อมเข้าชี้แจงตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา และยังส่งสัญญาณผ่านวิปรัฐบาลว่า หากสามารถเริ่มอภิปรายได้ภายในสัปดาห์นี้ก็จะเป็นเรื่องดี อีกทั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้กังวลต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะได้เตรียมข้อมูลและทำการบ้านล่วงหน้าแล้ว รวมถึงเห็นการเตรียมประเด็นของคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด จึงมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละคนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับตอบข้อซักถามและข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ ท่าทีของพรรคกล้าธรรมในการลงมติไว้วางใจรัฐบาล จะเป็นสัญญาณนำไปสู่การเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น นายกรวีร์กล่าวว่า ยังต้องรอดูการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม เพราะการเมืองมีความไม่แน่นอน และขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าพรรคกล้าธรรมจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย หรือจะลงมติในทิศทางใด และต้องให้เกียรติสมาชิกและพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อการอภิปรายยังไม่เกิดขึ้น และยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะนำหลักฐานหรือข้อมูลใดมาเปิดเผยต่อสภา

นายกรวีร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นประเด็นที่ประชาชนจับตามองเป็นพิเศษ จึงอยากเห็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งควรนำหลักฐานที่ชัดเจนมาเปิดเผยต่อสภาและประชาชน พร้อมท้าทายฝ่ายค้านให้นำข้อมูลและหลักฐานมาประกอบข้อกล่าวหา เพื่อให้ประชาชนสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงได้อย่างรอบด้าน ไม่ใช่มีเพียงคำกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

นายกรวีร์ ระบุว่า เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเป็นพื้นที่สำหรับตรวจสอบและทำให้ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อการทำงาน หากมีหลักฐานเรื่องการทุจริตก็ควรนำมาเปิดเผยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสภา ไม่ใช่มุ่งสร้างความสนุกหรือความสะใจทางการเมืองเท่านั้น ทั้งนี้ นายกรวีร์เรียกร้องให้ฝ่ายค้านใช้เวทีดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อให้การอภิปรายมีเนื้อหาสาระ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้จริง และทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเมือง

ที่มา: INN