นายกฯ ปัดสั่งจับชัยรัตน์ เจ้าของเพจ Godd Dam โฆษกตร.ชี้ คนแชร์ผิดหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจจนท.

นายกฯ ปัดสั่งจับชัยรัตน์ เจ้าของเพจ Godd Dam โฆษกตร.ชี้ คนแชร์ผิดหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจจนท.

นายกรัฐมนตรี เผย ‘ชัยรัตน์’ ถูกดำเนินคดีตามหมายจับ ไม่ใช่ใบสั่งตน โฆษก ตร.ยืนยันตำรวจจับกุมตามหมายศาล ส่วนคนแชร์ขึ้นอยู่กับดุลพินิจพนักงานสอบสวน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ตำรวจควบคุมตัวนายชัยรัตน์ อายุ 26ปี เจ้าของเพจ Godd Dam ว่าตนไม่ใช่คนสั่งการให้ตำรวจไปจับ แต่เพราะว่าตำรวจมีพยานหลักฐานจึงไปขอศาลออกหมายจับ ส่วนการที่ตนเองออกมาชี้แจงเพื่อเป็นการปรามผู้ที่แชร์ต่อ เนื่องจากมีบางคนที่ไม่รู้เรื่อง จึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ ซึ่งหากมีเหตุลักษณะนี้ออกมาเรื่อยๆ แล้วทำให้คนที่ไม่ทราบข้อมูลเข้าใจผิดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มันจึงเป็นการเริ่มเล่นเกมนอกมารยาท

“ส่วนการที่ผู้ต้องหาปฏิเสธ ตำรวจจับตามพยานหลักฐานที่ทำผิด ซึ่งหากผมจะแจ้งความ จะแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่แชร์ ซึ่งข้อความในโพสต์ระบุถึงขั้นผมรับเงิน 7 ล้านบาท และทางธนาคารมีการยืนยันแล้วว่าโพสต์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทันที แล้วพอธนาคารออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่ความจริง ผู้ต้องหาก็ลบโพสต์และโพสต์ใหม่ในข้อความที่ว่า ‘อนุทินตายแน่’ ซึ่งเป็นการข่มขู่เอาชีวิตหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ ตำรวจจึงต้องดำเนินการ แต่ถ้าผมจะเอาผิดจะแจ้งความจับคนแชร์” นายอนุทินกล่าว

ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การจับกุมนายชัยรัตน์ไม่มีใบสั่ง เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ศาลพิจารณาออกหมายจับ เบื้องต้นนายชัยรัตน์ยังให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่แอดมินเพจ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิ แต่ยืนยันว่าตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรม โดยเฉพาะภาพสลิปเงิน 7 ล้านบาท เบื้องต้นพบว่ามีนายชัยรัตน์เป็นแอดมินเพจคนเดียว จากตรวจสอบพยานหลักฐานก็ยืนยันได้ว่านายชัยรัตน์เป็นผู้กระทำผิด ตำรวจจึงดำเนินคดีฐานความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หรือต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ความผิดฐานปลอมเอกสาร ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งคนต้นโพสต์มีความผิดชัดเจน

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องของคนแชร์ต่อ ตำรวจอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายกระทำผิดหรือไม่ โดยเฉพาะเจตนาที่มีการยั่วยุปลุกปั่นจนทำให้สังคมเข้าใจผิด ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ว่าจะมีการเชิญบุคคลใดเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการดำเนินคดีในครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือบุคคลธรรมดา หากมีพยานหลักฐานก็จะดำเนินการโดยไม่ละเว้น

ที่มา: มติชน