เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 ตุลาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือก จำกัด พร้อมนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมายบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย และนายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA. จรรยาบรรณองค์กร มูลนิธิ และสื่อ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงาน และเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมีนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” ประธานมูลนิธิฯ พร้อมขอให้สืบสวนขยายผลว่ามีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินบริจาค การอนุมัติเบิกจ่าย และการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ หากพบว่ามีการกระทำความผิด ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมาย
น.ส.บุญยนุช เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคของประชาชนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้บริจาค เนื่องจากมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมีคุณบุ๋ม ปนัดดาเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม จึงมองว่าการทำความดีที่ผ่านมาไม่ควรเป็นเหตุให้ละเลยการตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เงินบริจาค
โดยเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งตนตั้งข้อสงสัยว่า การก่อสร้างดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิอย่างไร และเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์หรือช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงหรือไม่ เนื่องจากในมุมมองของตน พูลวิลล่าไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือประชาชน จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายอย่างละเอียด
ส่วนกรณีที่คุณบุ๋มปนัดดามีการชี้แจงว่าอาจมีบุคคลปลอมแปลงเอกสาร หรือมีการดำเนินการบางอย่างโดยที่ตนเองไม่ทราบเรื่องนั้น หากมีการปลอมแปลงเอกสารจริง คุณบุ๋มก็จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานออกมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง ขณะที่คำชี้แจงว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานบางส่วนภายในมูลนิธิ ตนยอมรับว่าส่วนตัวยังไม่เชื่อทั้งหมด เนื่องจากคุณบุ๋มมีบทบาทสำคัญในการบริหาร และขับเคลื่อนมูลนิธิมาโดยตลอด จึงควรมีหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างรอบคอบ
น.ส.บุญยนุช ยังกล่าวถึงกระบวนการบริหารเงินของมูลนิธิว่า โดยทั่วไปมูลนิธิจะมีประธาน และคณะกรรมการทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงิน โดยอ้างว่า สำหรับมูลนิธิองค์กรทำดี หากมีการเบิกจ่ายเงินเกินกว่า 500,000 บาท จะต้องมีการจัดทำวาระการประชุม มีมติที่ประชุม และมีการลงลายมือชื่อเห็นชอบจากคณะกรรมการมากกว่ากึ่งหนึ่งก่อนดำเนินการเบิกจ่าย
ดังนั้น เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินออกจากบัญชีครั้งละมากกว่า 500,000 บาทหลายครั้ง ไปยังบุคคลภายนอกที่อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ของมูลนิธิ จึงต้องตรวจสอบว่าการโอนเงินแต่ละครั้งผ่านกระบวนการอนุมัติอย่างถูกต้องหรือไม่ มีการจัดประชุมจริงหรือไม่ และบุคคลใดเป็นผู้ลงลายมือชื่ออนุมัติการเบิกจ่าย หากพบว่ามีการนำเงินออกจากบัญชีโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตามขั้นตอนที่กำหนด จะส่งผลต่อความรับผิดชอบของคุณบุ๋มปนัดดาในฐานะประธานมูลนิธิ รวมถึงคณะกรรมการหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างไร
ส่วนกรณีที่คุณบุ๋มปนัดดาเตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือกล่าวหาเกี่ยวกับมูลนิธิในวันนี้เช่นเดียวกันนั้น ตนยินดีอย่างมากหากจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และมองว่าหากคุณบุ๋มเชื่อว่าตัวเองถูกหลอกลวงจากสามี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิ ก็ควรเข้าแจ้งความด้วยเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้บุคคลอื่นเป็นฝ่ายดำเนินคดีก่อน
ออยศรี ยังเปิดเผยว่า การเดินทางมาร้องเรียนในวันนี้ ตนมาในฐานะผู้ที่เคยบริจาคเงินให้กับคุณบุ๋มปนัดดาด้วยเช่นเดียวกัน โดยปกติตนไม่ค่อยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิใดเลย แต่จะเลือกช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้วยการจัดหาอาหารและสิ่งของมากกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลนิธิองค์กรทำดี ตนเคยตัดสินใจโอนเงินบริจาคให้หนึ่งครั้ง จำนวน 1,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า ประเด็นที่ตนต้องการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินบริจาค 1,000 บาท แต่เป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนทั่วประเทศมีต่อมูลนิธิองค์กรทำดีและคุณบุ๋มปนัดดา เนื่องจากประชาชนจำนวนมากตัดสินใจบริจาคเงินเพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียง และการทำงานช่วยเหลือสังคมของคุณบุ๋มปนัดดา
น.ส.บุญยนุช ยังยืนยันว่า ตนเคยมีปัญหาส่วนตัวหรือความขัดแย้งกับคุณบุ๋มปนัดดามาก่อนหรือไม่ [ปรับแก้จาก “ไม่เคยมี…”] โดยยืนยันว่าตนไม่เคยมีปัญหาส่วนตัว และในทางกลับกัน คุณบุ๋มปนัดดายังเป็นบุคคลที่ตนเคยให้ความเชื่อมั่นอย่างมาก จนตัดสินใจโอนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงยืนยันว่าการออกมาร้องเรียนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการโจมตี หรือกลั่นแกล้งบุคคลใด แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคของประชาชนเท่านั้น
ด้าน นายธนาคาร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับจ้างตามสัญญาก่อสร้างโรงทานของมูลนิธิ ซึ่งมูลนิธิควรออกมาเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ เนื่องจากเป็นเงินบริจาคของประชาชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าหลายล้านบาท
นายธนาคาร ระบุว่า ขณะนี้ยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับเหมาที่ดำเนินการก่อสร้างโรงทานจริง พร้อมเรียกร้องให้มูลนิธิเปิดเผยข้อมูลการว่าจ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้กับโครงการใดและว่าจ้างใคร ส่วนกรณีพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต เป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการนำเงินของมูลนิธิไปใช้หรือไม่
และนอกจากออยศรีแล้ว ยังมีผู้บริจาครายอื่นเข้ามามอบอำนาจให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยมีผู้เสียหายรายหนึ่งบริจาคเงิน 20,000 บาท อีกรายเป็นทนายความชื่อดังในภาคอีสาน บริจาคเงิน 100,000 บาท และยังมีผู้บริจาคอีก 2 ราย รายละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นการบริจาคด้วยความศรัทธาในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมคาดว่าจะมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาเพิ่มเติมอีก
พร้อมยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่มีการเจรจา หรือมวยล้มต้มคนดู เนื่องจากข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน เป็นความผิดที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย และไม่สามารถยอมความได้ โดยคดีจะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินไปถึงชั้นอัยการและศาล
การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตรวจสอบ และใช้กระบวนการทางกฎหมาย หากใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงก็ตาม และตนก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่ามีหนึ่งในนักข่าวอาวุโสที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิ ใครก็ตามที่เป็นคณะกรรมการในมูลนิธิหรือเกี่ยวข้องกับมูลนิธิจะต้องนำพยานหลักฐานมาชี้แจง มีส่วนรู้เห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินที่เป็นจำนวนมากภายในมูลนิธิ หากพิสูจน์ได้ก็จบ รวมถึงทนายความที่เพิ่งลาออกไปเป็นนักกฎหมาย ต้องทราบว่าการโอนเงินโอนเงินไปจำนวนมากขนาดนี้ ไม่รู้ไม่เห็นไม่มีมติประชุมที่รับรองของมูลนิธิไม่น่าเป็นไปได้
และหลังจากนี้ ตนจะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นพยานทั้ง หนุ่ม กรรชัย หรือ พุทธ อภิวรรณ ที่เป็นผู้บริจาครายใหญ่เข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานกับทางกองปราบด้วย
ทั้งนี้ นายธนาคาร ยังระบุว่า ในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. นี้ จะเดินทางไปร้องเรียนต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดีว่า มีการนำเงินบริจาคไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ส่วนวันอังคารที่ 3 พ.ย. จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นการฟอกเงิน และในวันพุธที่ 4 พ.ย. จะเดินทางไปที่รัฐสภา เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมาธิการที่กำกับดูแลด้านการฟอกเงินต่อไป
ที่มา: มติชน