‘ออยศรี’ ลุยแจ้งความ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ จี้สอบเงินบริจาค ปมสร้างพูลวิลล่าภูเก็ต

‘ออยศรี’ ลุยแจ้งความ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ จี้สอบเงินบริจาค ปมสร้างพูลวิลล่าภูเก็ต

‘ออยศรี’ ลั่นเดินหน้าถึงที่สุด บุกกองปราบแจ้งความ จี้สอบเงินบริจาค ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ของ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ปมสร้างพูลวิลล่าภูเก็ต ยันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

วันที่ 30 ตุลาคม 269 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือกจำกัด พร้อม นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมายบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย บริษัทฯออ และ นายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA. จรรยาบรรณองค์กร มูลนิธิ และสื่อ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม

เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงาน และเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” ประธานมูลนิธิฯ พร้อมขอให้สืบสวนขยายผลว่ามีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินบริจาค การอนุมัติเบิกจ่าย และการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ หากพบว่ามีการกระทำความผิด ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมาย

น.ส.บุญยนุช เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคของประชาชนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้บริจาค เนื่องจากมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมีคุณบุ๋มปนัดดาเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม จึงมองว่าการทำความดีที่ผ่านมาไม่ควรเป็นเหตุให้ละเลยการตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เงินบริจาค

โดยเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งตนตั้งข้อสงสัยว่า การก่อสร้างดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิอย่างไร และเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์หรือช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงหรือไม่ เนื่องจากในมุมมองของตน พูลวิลล่าไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือประชาชน จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายอย่างละเอียด

ส่วนกรณีที่คุณบุ๋มปนัดดามีการชี้แจงว่าอาจมีบุคคลปลอมแปลงเอกสาร หรือมีการดำเนินการบางอย่างโดยที่ตนเองไม่ทราบเรื่องนั้น หากมีการปลอมแปลงเอกสารจริง คุณบุ๋ม ก็จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานออกมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง ขณะที่คำชี้แจงว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานบางส่วนภายในมูลนิธิ ตนยอมรับว่าส่วนตัวยังไม่เชื่อทั้งหมด เนื่องจากคุณบุ๋มมีบทบาทสำคัญในการบริหาร และขับเคลื่อนมูลนิธิมาโดยตลอด จึงควรมีหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างรอบคอบ

น.ส.บุญยนุช ยังกล่าวถึงกระบวนการบริหารเงินของมูลนิธิว่า โดยทั่วไปมูลนิธิจะมีประธาน และคณะกรรมการทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงิน โดยอ้างว่า สำหรับมูลนิธิองค์กรทำดี หากมีการเบิกจ่ายเงินเกินกว่า 500,000 บาท จะต้องมีการจัดทำวาระการประชุม มีมติที่ประชุม และมีการลงลายมือชื่อเห็นชอบจากคณะกรรมการมากกว่ากึ่งหนึ่งก่อนดำเนินการเบิกจ่าย

ดังนั้น เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินออกจากบัญชีครั้งละมากกว่า 500,000 บาทหลายครั้ง ไปยังบุคคลภายนอกที่อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ของมูลนิธิ จึงต้องตรวจสอบว่าการโอนเงินแต่ละครั้งผ่านกระบวนการอนุมัติอย่างถูกต้องหรือไม่ มีการจัดประชุมจริงหรือไม่ และบุคคลใดเป็นผู้ลงลายมือชื่ออนุมัติการเบิกจ่าย

หากพบว่ามีการนำเงินออกจากบัญชีโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตามขั้นตอนที่กำหนด จะส่งผลต่อความรับผิดชอบของคุณบุ๋มปนัดดาในฐานะประธานมูลนิธิ รวมถึงคณะกรรมการหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างไร

สำหรับกรณีของ “ช่างเอ๋” ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้าง และการใช้จ่ายเงิน ออยศรีระบุว่า เมื่อช่างเอ๋ออกมากล่าวถึงเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ ก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองเช่นเดียวกัน แต่ข้อมูลที่ช่างเอ๋นำมาเปิดเผยในเบื้องต้นมีพยานหลักฐานและเอกสารประกอบคำกล่าวอ้าง จึงต้องการให้คุณบุ๋มนำพยานหลักฐานออกมาโต้แย้งหรือชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล

โดยเฉพาะประเด็นการว่าจ้างก่อสร้างที่มีการกล่าวอ้างถึงวงเงิน 50 ล้านบาท ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้คุณบุ๋มมีการกล่าวถึงการว่าจ้างช่างเอ๋ แต่ภายหลังกลับเกิดความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท จึงยังไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับจ้างที่แท้จริง และมีการทำสัญญากับบุคคลใด

พร้อมตั้งคำถามว่า โครงการก่อสร้างมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท คุณบุ๋มปนัดดาจะไม่ลงไปตรวจสอบด้วยตนเองบ้างหรือ และหากมีการโอนเงินให้ผู้รับจ้างจริง ก็ควรมีเอกสารสัญญา หลักฐานการรับเงิน หรือใบเสร็จรับเงินประกอบ ไม่ใช่มีเพียงคำชี้แจงหรือสลิปการโอนเงินออกจากบัญชี แต่ไม่มีเอกสารยืนยันว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ตามข้อตกลงจริงหรือไม่

ส่วนกรณีที่คุณบุ๋มปนัดดาเตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือกล่าวหาเกี่ยวกับมูลนิธิในวันนี้เช่นเดียวกันนั้น ตนยินดีอย่างมากหากจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และมองว่าหากคุณบุ๋มเชื่อว่าตัวเองถูกหลอกลวงจากสามี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิ ก็ควรเข้าแจ้งความด้วยเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้บุคคลอื่นเป็นฝ่ายดำเนินคดีก่อน

น.ส.บุญยนุช ระบุว่า หากมีบุคคลนำเงินไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีการปลอมแปลงเอกสารจนทำให้เกิดความเสียหาย ก็ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนกรณีที่คุณบุ๋มปนัดดาจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตนนั้น ก็ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะจะทำให้ทุกฝ่ายมีโอกาสนำข้อมูล และพยานหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อพนักงานสอบสวน รวมถึงเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายในการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ประชาชนที่เคยให้ความไว้วางใจคุณบุ๋มได้รับทราบ

ออยศรี ยังเปิดเผยว่า การเดินทางมาร้องเรียนในวันนี้ ตนมาในฐานะผู้ที่เคยบริจาคเงินให้กับคุณบุ๋มปนัดดาด้วยเช่นเดียวกัน โดยปกติตนไม่ค่อยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิใดเลย แต่จะเลือกช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้วยการจัดหาอาหารและสิ่งของมากกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลนิธิองค์กรทำดี ตนเคยตัดสินใจโอนเงินบริจาคให้หนึ่งครั้ง จำนวน 1,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

โดยเป็นเงินที่ตนโอนไปด้วยความสุจริตใจ และความเชื่อมั่นว่า บัญชีปลายทางเป็นบัญชีสำหรับรับบริจาคเพื่อดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนของมูลนิธิ จึงอยากให้ประชาชนติดตามว่า หลังจากนี้เงินบริจาคจำนวน 1,000 บาทของตน จะนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงที่อาจส่งผลต่อคุณบุ๋มอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า ประเด็นที่ตนต้องการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินบริจาค 1,000 บาท แต่เป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนทั่วประเทศมีต่อมูลนิธิองค์กรทำดีและคุณบุ๋มปนัดดา เนื่องจากประชาชนจำนวนมากตัดสินใจบริจาคเงินเพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียง และการทำงานช่วยเหลือสังคมของคุณบุ๋มปนัดดา

ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า “ทนายเปิ้ล” ทนายความของคุณบุ๋ม ซึ่งมีชื่อปรากฏว่าเป็นกรรมการและเลขานุการของมูลนิธิองค์กรทำดี ถอนตัวจากการทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี ออยศรีระบุว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวจากการติดตามข่าวสาร และต้องการฝากกำลังใจไปถึงทนายเปิ้ลและคุณบุ๋ม รวมถึงทีมงานทั้งหมดของมูลนิธิ

โดยระบุว่า ไม่ว่าที่ผ่านมาทุกคนจะดำเนินการอย่างไร หากทุกฝ่ายยืนยันว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง และทำความดีมาโดยตลอด ก็เชื่อว่าความจริง และพยานหลักฐานจะเป็นสิ่งที่กลับมาปกป้องทุกคนเอง

สำหรับการประกาศยุติการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นการชั่วคราว ออยศรีมองว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในระหว่างที่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เห็นว่าควรดำเนินการควบคู่ไปกับการระงับการรับบริจาคผ่านบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ว่าคุณบุ๋มเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และรู้จักบุคคลระดับผู้ใหญ่ในหลายวงการ น.ส.บุญยนุช ระบุว่า ตนไม่ได้มีเส้นสาย หรือบุคคลใดคอยสนับสนุน ขณะที่คุณบุ๋มถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการที่ตนให้ความเคารพ และยอมรับว่าคุณบุ๋มอาจมีโอกาสรู้จักบุคคลสำคัญจำนวนมากจากการทำงานช่วยเหลือสังคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคุณบุ๋มปนัดดาจะเลือกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ตามบุคลิกที่แสดงออกต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าเป็นคนชัดเจน เมื่อเห็นว่าสิ่งใดถูกต้องก็พร้อมจะพูดว่าสิ่งนั้นถูกต้อง จึงหวังว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างโปร่งใสเช่นเดียวกัน

น.ส.บุญยนุช ยังยืนยันว่า ตนไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวหรือความขัดแย้งกับคุณบุ๋มปนัดดามาก่อน และในทางกลับกัน คุณบุ๋มปนัดดายังเป็นบุคคลที่ตนเคยให้ความเชื่อมั่นอย่างมาก จนตัดสินใจโอนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

จึงยืนยันว่าการออกมาร้องเรียนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการโจมตี หรือกลั่นแกล้งบุคคลใด แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคของประชาชนเท่านั้น

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกเรียกว่า “Last Boss” หรือบุคคลที่อาจมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังเรื่องดังกล่าว น.ส.บุญยนุช ระบุว่า อยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลและพฤติการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะหากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใดที่สามารถบ่งชี้ความเชื่อมโยงได้ ก็จะทำให้สังคมเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

ขณะนี้ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าใครเป็นบุคคลที่ถูกเรียกว่า Last Boss แม้ส่วนตัวจะมีข้อสันนิษฐาน หรือคิดถึงบุคคลบางรายอยู่ในใจ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันหรือระบุชื่อบุคคลใด จึงต้องรอการตรวจสอบ และพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อน

ด้าน นายธนาคาร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับจ้างตามสัญญาก่อสร้างโรงทานของมูลนิธิ ซึ่งมูลนิธิควรออกมาเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ เนื่องจากเป็นเงินบริจาคของประชาชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าหลายล้านบาท

ส่วนกรณีช่างเอ๋นั้น จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ปรากฏ ช่างเอ๋เพียงจัดทำใบเสนอราคาให้กับมูลนิธิ แต่ทางมูลนิธิไม่ได้ว่าจ้าง ซึ่งหากมีการเสนอราคาแต่ไม่มีการตอบรับ สัญญาว่าจ้างก็ไม่เกิดขึ้น มูลนิธิจึงต้องไปว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น

นายธนาคาร ระบุว่า ขณะนี้ยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับเหมาที่ดำเนินการก่อสร้างโรงทานจริง พร้อมเรียกร้องให้มูลนิธิเปิดเผยข้อมูลการว่าจ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้กับโครงการใดและว่าจ้างใคร ส่วนกรณีพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต เป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการนำเงินของมูลนิธิไปใช้หรือไม่

นอกจากออยศรีแล้ว ยังมีผู้บริจาครายอื่นเข้ามามอบอำนาจให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยมีผู้เสียหายรายหนึ่งบริจาคเงิน 20,000 บาท อีกรายเป็นทนายความชื่อดังในภาคอีสาน บริจาคเงิน 100,000 บาท และยังมีผู้บริจาคอีก 2 ราย รายละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นการบริจาคด้วยความศรัทธาในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมคาดว่าจะมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาเพิ่มเติมอีก

พร้อมยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่มีการเจรจา หรือมวยล้มต้มคนดู เนื่องจาก ข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชน,ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน เป็นความผิดที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย และไม่สามารถยอมความได้ โดยคดีจะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินไปถึงชั้นอัยการและศาล

ที่มา: ข่าวสด